Hands On Blog | บล็อคเพื่อการเรียนต่อสหราชอาณาจักร

| หมวดหมู่ Student Blog

แท็ก : , , ,

15 May 2019

“จริงๆ คอร์ส TESOL ที่ King’s College London ก็เพิ่งเปิดมาเมื่อไม่นานนี้เองค่ะ แต่ว่าอาจารย์ที่มาสอนเค้าเก่งนะ ทำให้เรารู้สึกแตกฉานในสิ่งที่เรากำลังเรียนอยู่ เปิดเทอมปุ๊ปเจอ assignment ก็ร้อง “อู้หู!” การเรียนที่อังกฤษคือเราต้องเข้ามาพร้อมกับความรู้ แล้วอาจารย์เค้าจะตั้งประเด็นคำถามขึ้นมาเพื่อจะดึงความรู้ที่เรามีอยู่มา discuss กันในห้องว่าอันนี้เป็นยังไงค่ะ แล้วก็ให้เราคิดว่าอันนี้ดีไม่ดียังไง” – เมเม่ King’s College London

แนะนำตัวกันหน่อยค่ะ

เมเม่ ค่ะ เรียน Teaching English to Speakers of Other Languages (TESOL) ที่ King’s College London

ทำไมถึงเลือกเรียนคอร์สนี้

เมเม่เรียนคุรุศาสตร์ ที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาค่ะ จบ ป.ตรี ก็ได้ลองจับงานหลายอย่างมากเลยที่ไม่ใช่งานสอน ทั้งงานพิธีกร, เป็นแอร์ฯ, เคยเป็น management trainee มาด้วย แต่ลึกๆ แล้วเราคิดถึงการสอน พอเราตกผลึกได้จริงๆ ว่า เนี่ยแหละคือสิ่งที่เป็นตัวเราที่สุดและอยากทำอาชีพครู ก็เลยตัดสินใจเรียนต่อสายเดิม และมาลงตัวที่คอร์ส TESOL ค่ะ (ยิ้ม)

Pre-sessional Course

ช่วงแรกที่มาเลยนะคะ ก็คือมาเรียน Pre-sessional ก่อน ตอนนั้นก็ไม่ช็อคเท่าไหร่เพราะเรียนออนไลน์มาล่วงหน้าแล้ว พอมาถึงก็เลยเหมือนปรับตัวได้ค่ะ สมมุติว่าตอนเรียนพรีเนี่ยเราอ่านจะมี scope ของมันอยู่แค่นี้ ตอนจะสอบเค้าก็จะบอก scope ว่าให้อ่านแค่ 5 sheets นี้เป็นต้น ถือว่าเป็นช่วงเวลาปรับตัวที่ดีเลยค่ะ ทั้งเรื่องเรียน ทำความคุ้นเคยกับเพื่อนๆ ก่อนด้วย

 

Teaching English to Speakers of Other Languages

ก็คอร์สนี้ ตามชื่อเลยค่ะ เราเรียนเพื่อที่จะไปเป็นคนสอนภาษาอังกฤษให้กับคนที่มีภาษาอื่นเป็นภาษาแม่

จริงๆ คอร์ส TESOL ที่ King’s College London ก็เพิ่งเปิดมาเมื่อไม่นานนี้เองค่ะ แต่ว่าอาจารย์ที่มาสอนเค้าเก่งนะ ทำให้เรารู้สึกแตกฉานในสิ่งที่เรากำลังเรียนอยู่ เปิดเทอมปุ๊ปเจอ assignment ก็ร้อง “อู้หู!”  คือมันแตกต่างจากที่เราเรียนภาษามาก มันคือของจริงแล้วอะไรแบบนี้ค่ะ (หัวเราะ)

ในห้องแบ่งเป็น Group A, B แต่ทั้งหมดมี 39 คนค่ะ Group A มี 20 คน Group B มี 19 คนค่ะ หนูอยู่ Group A ค่ะ ก็ไม่ถือว่าเป็นคลาสใหญ่ รู้จักกันหมดทุกคนในห้อง ส่วนใหญ่เพื่อนๆ ก็มาจากเอเชีย มียุโรปอยู่นิดหน่อย เพราะมันเป็นการไปสอนภาษาอังกฤษให้คนที่บ้านเกิดใช่มั้ยคะ ก็ไม่มี British เลย เพื่อนก็จะมีเกาหลี จีน คนไทยที่อยู่ด้วยกันก็มีแค่ 3 คน เพื่อนๆ น่ารักมากค่ะ เรื่องมิตรภาพก็เหนียวแน่น มันผ่านมายังไม่ถึงปีที่เรียนด้วยกันแต่มันรักกันมากเลยค่ะ

บรรยากาศการเรียนจะเป็นแบบ supportive มาก คือเราไม่คิดว่าจะเห็นสิ่งนี้ในคลาสเรียนปริญญาโท เหมือนเวลาเราทำ assignment เพื่อนๆ จะแลกกัน peer review ค่ะ แล้วทุกคนก็จะซีเรียสกับงานของเพื่อนมาก มันเลยทำให้เรามั่นใจมากขึ้นว่าเราส่งงานไปมันจะไม่พัง แล้วก็จะมีแลกตำรากัน เช่น เวลาไปเจออะไรที่คิดว่ามีประโยชน์ก็จะแชร์กัน ซึ่งเหมือนอาจารย์ที่นี่เค้าก็ปลูกฝังด้วยค่ะ ให้ช่วยกันเรียนเหมือนถ้าเรารู้ เราอ่านสิ่งนี้ เพื่อนอาจจะอ่านสิ่งอื่นที่มันกว้างกว่า แล้วถ้าเราแชร์กันเราก็จะได้ความรู้ที่กว้างขึ้นไปอีก แล้วอาจารย์ก็บอกว่าไม่ต้องกลัวคนอื่นจะได้ merit นะ เพราะเค้าแจก merit แบบไม่มีจำกัดจำนวน เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องหวงว่าใครจะดีกว่าใครค่ะ

Reading List

ตอนแรกก็รู้สึกว่าทำไมมันชิลจังเลย อาทิตย์หนึ่งมีเรียน 2-3 วันเอง มีเวลาไปทำอย่างอื่นเยอะแยะแน่เลย แต่พอเข้ามาในคลาสปุ๊ป ไม่เลยค่ะ ก่อนเข้าคลาสเราจะต้องอ่านมาแล้วอะ เหมือนใน Course Syllabus เค้าจะมี Reading list ตั้งแต่สัปดาห์แรกจนถึงสัปดาห์สุดท้าย หมายความว่าก่อนเข้าไปเรียนทุกคนจะต้องมีความรู้ในลิสต์นั้นแล้ว อาจจะไม่ต้องรู้ลึกแต่ต้องสามารถถกเถียงกันได้ในห้องเรียน เพราะว่าในห้องอาจารย์เค้าจะแทบไม่ได้บรรยายความรู้ นี่ก็เลยเป็นสิ่งที่ต่างจากการเรียนที่ไทย ที่อาจารย์จะบรรยายความรู้ให้เรา lecture ซึ่งทำให้เราไม่ได้ไปอ่านเพิ่มเลยด้วยซ้ำ แต่การเรียนที่อังกฤษคือเราต้องเข้ามาพร้อมกับความรู้ แล้วอาจารย์เค้าจะตั้งประเด็นคำถามขึ้นมาเพื่อจะดึงความรู้ที่เรามีอยู่มา discuss กันในห้องว่าอันนี้เป็นยังไงค่ะ แล้วก็ให้เราคิดว่าอันนี้ดีไม่ดียังไง

สนใจเรียนต่อ King’s College London ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเรียนต่อและคำปรึกษาฟรี คลิก

King’s College London

คิดว่าทุกอย่างลงตัวมากค่ะ รู้สึกดีใจที่เลือกมาเรียนที่ King’s ตอนแรกคิดว่ามันจะหนัก มันก็หนักจริงๆ แหละ แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมันไปได้ก็รู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีค่ะ

Facilities

ดีมากเลยค่ะ อันดับแรกเลยถ้าพูดถึงว่าเรียน TESOL เราจะต้องอ่าน journal เยอะมาก มันก็จะมี ELT Journal และ Journal อื่นๆ ที่เราสามารถ access ได้ฟรี เพียงแค่เราใช้อีเมลของมหาวิทยาลัย แล้วหนังสือก็มีให้เลือกอ่านเยอะค่ะ

การเรียนการสอน

เราต้องปรับตัวเยอะมาก ถือว่าเป็นความช็อคอย่างนึงเพราะตอนเรียนที่ไทย งานมันเยอะนะแต่เราไม่เคยถูกปลูกฝังการเรียนแบบนี้ เราจะได้ input มาจากอาจารย์โดยไม่ต้องหาเองมากเท่าไหร่ ตอนนี้ก็เลยเหมือนเป็นการเรียนที่ต้องช่วงเหลือตัวเอง เข้าคลาสอาจไม่เยอะเท่าไหร่ อาทิตย์ละ 2-3 วัน แล้วที่เหลือก็เป็นการเรียนแบบ self-study ซึ่งหนูก็รู้สึกว่าการเรียนแบบนี้มันทำให้เราได้รู้อะไรเยอะมากกว่าที่เราเรียนแบบเดิมๆ สมัยที่เรียนที่ไทยอีก บางอย่างก็มารู้ที่นี่เลยด้วยซ้ำค่ะ เราได้ฝึกการวิเคราะห์ สังเคราะห์ แล้วมันก็ทำให้เราเข้าใจลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นในสิ่งที่เรากำลังทำหรือสิ่งที่เรากำลังเรียน ด้วยความที่เราต้องช่วยเหลือตัวเองมากๆ มันก็เลยจะมีกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองของเรา โดยที่เราไม่ทันได้รู้ตัวว่าเราพัฒนามาไกลขนาดนี้แล้ว มารู้อีกทีตอนปลายภาคว่างานที่เราทำมามันคือ Masterpiece ที่เราไม่คิดว่าเราจะทำสิ่งนี้ได้เลย ประมาณนี้ค่ะ (ยิ้ม)

สนใจเรียนต่อ King’s College London ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเรียนต่อและคำปรึกษาฟรี คลิก

London

ชีวิตที่นี่ก็ดีมากนะ เหมือนว่าลอนดอนมันเป็นเมืองที่ครบเครื่อง มีทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนเราไม่ได้ใช้ชีวิตต่างจากที่กรุงเทพมากเท่าไหร่ ค่าครองชีพมันอาจจะสูงกว่าแน่นอนอยู่แล้ว

แต่มาอยู่ที่นี่ผอมลงนะ เพราะว่าไม่ได้ชอบอาหารสไตล์ที่คนที่นี่กินมากเท่าไหร่ บางทีก็ทำอาหารกินเองบ้างอะไรแบบนี้ค่ะ แล้วก็มีปรับตัวเรื่องอากาศ อันนี้พีคสุดคือเป็นคนขี้หนาวค่ะ ไม่ชอบอากาศที่หนาวมากๆ พอมาอยู่ที่นี่อากาศที่ดีของเค้าคือ 15 องศา ซึ่งสำหรับเราคือหนาวแล้วอ่ะ บางวันมัน 10 องศา เพื่อนๆ ก็จะแฮปปี้มากเพราะอากาศดี แต่เรานี่ห่อมา 3 ชั้นเลยค่ะ (หัวเราะ)

Accommodation

อยู่หอมหาวิทยาลัยค่ะ แชร์ครัว ห้องน้ำในตัว มีคนแชร์ครัวเยอะมากประมาณ 10 คน แต่ครัวใหญ่ค่ะ คือได้เพื่อนดีมากแต่ก็มีบางคนแหละที่ทำรกบ้าง ถ้าสมมุติมีใครแอบทิ้งอะไรไว้ก็จะมีส่งรูปเข้าไปในกรุ๊ปว่า มาจัดการซะนะ (หัวเราะ) แล้วคนนั้นก็จะรีบมาเก็บ แต่ไม่มีทะเลาะกันค่ะ แล้วหอที่อยู่ก็เป็นหอใหม่ที่เพิ่งสร้างปีนี้ก็เหมือนเราได้อยู่เป็นกลุ่มแรกก็แฮปปี้ค่ะ สะดวกมากค่ะ เดินทางไปมหาวิทยาลัยก็สะดวกสบายดี

Culture shock

จริงๆ ไม่มีอะไรนะคะ แต่อาจจะมีนิดหน่อยเรื่องการโยนของอะไรแบบนี้ เช่น ตอนเวลาอาจารย์เค้าแจกชีท เค้าอาจจะแบบโยนๆ บ้าง ซึ่งตอนแรกเราก็คิดว่า โห แบบนี้เลยหรอ แอบตกใจ (หัวเราะ) แล้วก็มีเรื่องการบริการของที่นี่ค่ะ คือไม่ประทับใจเลย service mind แย่มาก แล้วคืออย่าโทรหา Call center เพราะรอ 10 นาทีจริงๆ

มีอะไรอยากแนะนำน้องๆ ที่จบมาแล้วอยากมาเรียนต่อต่างประเทศ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงบ้างมั้ย

เอาจริงๆ หนูเคยผ่านความรู้สึกนั้นมาเหมือนกันนะคะ แต่มันพูดยาก มันต่างกันอ่ะ อย่างหนูจบมาแล้วทำงานก่อนตั้ง 4 ปีนะกว่าจะมาเรียนโท ซึ่งตอนแรกก็รู้สึกว่ามันช้ากว่าคนอื่นๆ คือหนูสมัครโทมาหลายสาขามากเลยนะ แล้วไม่ได้เรียนเลยจนมาได้เรียนอันนี้ ตั้งแต่ตอนจบปริญญาตรีปุ๊ปก็เหมือนได้งานเป็นพิธีกรที่เนชั่น ก็เลยรู้สึกว่าไปเรียนต่อนิเทศดีกว่า ทีนี้ไปสมัครก็ไม่ได้เรียนเพราะว่ามันชนกับงานอะไรแบบนี้ค่ะ ทีนี้พอเป็นพิธีกรไปได้แปปนึงก็ไปเป็นแอร์โฮสเตส 2 ปี ช่วงที่เป็นแอร์ฯ ก็รู้สึกคิดถึงเรื่องภาษาที่เราเรียนมา ก็เลยไปสมัครที่อักษรแล้วก็ไม่ได้เรียนเพราะติดเรื่องสัญญาของทางสายการบิน พอหลังจากที่เลิกเป็นแอร์ฯ ก็สมัครงานเป็น Management trainee แล้วก็รู้สึกว่าหรือจะเรียนต่อด้าน business ดี ก็เลยไปสอบ mini MBA ของจุฬาฯ แต่สอบไม่ได้เพราะข้อสอบเลขทั่วไปก็ทำไม่ได้แล้ว ก็เลยรู้สึกว่าเราไม่ใช่สายนี้ทำไมต้องฝืน สุดท้ายก็มาลงตัวที่ครุศาสตร์เหมือนเดิม จริงๆ แล้วเวลาที่เราทำงานก็ทำให้เราตกผลึกได้ว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้คนที่อยากไปเรียนต่อเลยไม่ต้องไปเรียนต่อแล้วไปทำงานนะ คือมันแล้วแต่คนเพราะบางคนอาจจะมีเป้าหมายชัดเจนอยู่แล้วตั้งแต่เรียน ป.ตรี ว่าพอเรียนจบแล้วอยากเรียนต่ออันนี้เพื่อต่อยอด และมันก็ไม่ผิดเช่นกันที่ถ้าเราเรียนโทไปแล้ว แล้วมาพบว่าสิ่งที่เราเรียนไปมันไม่ใช่ตัวเอง มันก็เปลี่ยนสายหรือไปเรียนเพิ่มเติมได้เสมอค่ะ มันมีหลายปัจจัย ก็อยากให้ทุกคนเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เลือก ได้เรียนรู้ แล้วสนุกไปกับมันค่ะ (ยิ้ม)

สนใจเรียนต่อ King’s College London ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเรียนต่อและคำปรึกษาจากพี่ๆ Hands On ตัวแทนมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการประจำประเทศไทย คลิก

Go to top