Hands On Blog | บล็อคเพื่อการเรียนต่อสหราชอาณาจักร

“คอร์สนี้ทำให้เราเปลี่ยนมุมมอง เปิดโลก ให้เราเข้าใจมากขึ้น สอนให้เราคิดแก้ปัญหาที่มันใหญ่ขึ้น แบบ เรามาช่วยโลกกันเถอะโดยใช้ Design thinking และ Innovation… เทคโนโลยีเป็นแค่ส่วนหนึ่งใน innovation ที่ใช้ในการแก้ปัญหา เรื่องนี้ตอนแรกเราไม่รู้เลยแหละ ถ้าไม่ได้มาเรียนที่นี่” – แบล, Design Innovation Management

แนะนำตัวให้เรารู้จักหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ แบลนะคะ เรียน Design Innovation Management ที่ Loughborough University London ค่ะ

ทำไมถึงเลือกเรียนคอร์สนี้

ตอนแรกหาเยอะมากเลย เหมือนเราอยากเปลี่ยนสายงาน อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ

background เดิมคือเราเรียน Interior architecture ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แล้วก็ทำงานมาแล้ว 4 ปี ทีนี้ เราเลยตามหาพยายามหาคอร์สที่มีความ business มากขึ้น ก็เลยมาเจอคอร์ส Design Innovation Management ที่รวมทั้ง art และ business ของที่ Loughborough

แรกๆ ก็ก็หามั่วๆ ก่อน แล้วก็ให้ Hands On ช่วย แล้วพี่เค้าลิสต์มาให้แล้วตรงกันพอดี คือตอนแรกที่เห็นก็คิดว่าชื่อมหาวิทยาลัยอะไรก็ไม่รู้ อ่านก็ไม่ออก (หัวเราะ) แล้วก็ไม่มีใครรู้จักด้วย ก็เลยไปเช็ค ranking แล้วเจอว่าอยู่ Top 10 เลยคิดว่ามันน่าจะโอเคก็เลยลองดู แล้วก็มีทุนด้วย

Scholarship: ทุนส่วนลดค่าเล่าเรียน 20% พิจารณาตามเกรดเฉลี่ยในระดับปริญญาตรีของเรา

บริการจาก Hands On

คือเรารู้จัก Hands On จากเพื่อนที่เคยมาเรียนที่อังกฤษแนะนำมา แล้วก็มาเจอพี่ที่ Hands On ที่คุยแล้วโอเคด้วย ตอนนั้นก็งงๆ ตัวเองด้วยแหล่ะว่าจะเรียนอะไร แล้วพี่เค้าก็ช่วยหาเยอะมาก เหมือนเป็นอาจารย์แนะแนว ไม่ว่าเราจะบ้าบอขนาดไหน พี่เค้าก็ช่วยดี ดีมากเลยเหมือนพี่สาว คุยด้วยแล้วอุ่นใจ

สนใจเรียนต่อ Loughborough University London ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเรียนต่อและคำปรึกษาฟรี คลิก

 

Design Innovation Management

คอร์สนี้เรียนเกี่ยวกับอะไร

มันแยกเป็น 2 ส่วนนะ อันแรกสุดที่เรียนเลยก็จะเป็น Innovation management อันนี้ก็จะเป็นพื้นฐานของ business เราเข้าใจว่าเค้าคงอยากให้เด็กที่มีพื้นฐานด้านดีไซน์รู้เรื่องและเข้าใจบ้าง แล้วก็มีเรื่อง Entrepreneurship คือเรียนเกี่ยวกับ entrepreneur มีกี่ประเภท เป็นต้น ก็เป็นเชิงธุรกิจ คือ 2 วิชานี้คือแบบนรกมาก ไม่ชินจ้าาา ช็อคจ้าาา (หัวเราะ)

แต่อีกส่วนนี่ดีหน่อย คือพวก Design thinking ก็จะเป็นแบบดีไซน์เลย มีความ practical มากขึ้นเราก็เลยชิน ถึงแม้มันจะเป็นเนื้อหาใหม่แต่เราก็เข้าใจง่าย คือมันดีอ่ะ มันไม่ได้สอนแบบคนไทย เช่น ถ้าที่ไทยเวลาเค้าสอนพอปล่อยให้คิดเค้าก็จะบล็อคความคิดเราว่าอันนี้เป็นไปไม่ได้ แต่ที่นี่เค้าจะเน้นเค้าถึง user เค้าเรียกว่า human centre คือวิธีเรียนคือให้ไปสัมภาษณ์คนแล้วให้เอามาแก้ปัญหา ปรับปรุงดีไซน์ของเรา มันก็จะสนุก ดีกว่านั่งเรียน lecture ได้ออกไปเจอคน แล้วพอกลับมาอาจารย์เค้าก็จะถามแต่ละกลุ่มว่าออกไปเจอมาเป็นยังไง มันดีหรือยัง ให้เราได้ reflect ตัวเอง

Innovation

คือจริงๆ คนส่วนใหญ่ชอบเข้าใจผิดว่า innovation คือ เทคโนโลยี ตอนแรกเราก็เข้าใจแบบนั้นเหมือนกัน คือเราไม่รู้หรอกว่า innovation คืออะไร แต่จริงๆ แล้วมันคืออะไรก็ได้ที่สามารถเข้ามาแก้ปัญหาได้ ชาวบ้านก็มี innovation ของเค้า ตามวิถีของเค้าโดยไม่ต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาก็ได้

Innovation คือคิดยังไงก็ได้ให้ต่างจากเดิมที่มีแล้วทำตัวเองให้แตกต่างและแก้ปัญหานั้นให้ได้

แต่ในเชิงธุรกิจคือแก้ปัญหาให้ได้เพื่อที่จะโดดเด่นในตลาด ซึ่งจริงๆ มันอาจจะเกิดจากการแก้ปัญหาเล็กๆ ไม่ได้ต้องลงทุนที่เทคโนโลยี

การที่มาเรียนคอร์สนี้มันก็ทำให้เราเปลี่ยนมุมมองด้วย เข้าใจมากขึ้น แล้วจริงๆ ที่นี่มันดีตรงที่แบบเราชอบไปออก field ไปคุยกับชาวบ้านโน่นนี่นั่นอยู่แล้วใช่ป่ะ แล้วเราก็คิดว่ามันไร้สาระมาก คงไม่มีใครคิดเหมือนเราหรอก แต่ที่นี่เค้าสอนเป็น Social Innovation คือมันไกลกว่าบ้านเราไปมากแล้วอ่ะ คือเค้าไม่ได้จะคิดถึงแค่จะสร้างผลประโยชน์ให้แก่บริษัท แต่นี่มันกลายมาเป็นแบบเรามาช่วยโลกกันเถอะ เหมือนช่วยแก้ปัญหาที่มันใหญ่ขึ้น โดยใช้ Design thinking และ Innovation เพราะฉะนั้นมันก็จะไม่ใช่แค่สร้างเทคโนโลยีโน่นนี่นั่น คือเทคโนโลยีเป็นแค่ส่วนหนึ่งใน innovation ที่ใช้ในการแก้ปัญหา คือตอนแรกก็ไม่รู้เลยแหล่ะ ถ้าไม่ได้มาเรียนที่นี่ ก็เหมือนเปิดโลกเราเลย

Corroborative project

Project นี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เราตัดสินใจเรียนต่อที่นี่เลยล่ะ เลยอยากรีวิวตรงนี้ด้วย ที่นี่เค้าบอกว่ามันจะมีโปรเจคร่วมกันทำงานระหว่างนักศึกษากับบริษัทที่นี่

ก็อันนี้ถือเป็นวิชาที่ทุกคนต้องเรียน จะมีการโยนโปรเจคมาให้ มีลูกค้าซึ่งก็คือบริษัทที่นี่เข้ามาบรีฟงานให้ครั้งแรก หลังจากนั้นให้เราจัดการกับโปรเจคนี้เองเลย แล้วจะมี Feedback ให้ตอนสุดท้ายว่างานเราเป็นยังไง

ตรงนี้เราว่าอาจจะต้องใช้ประสบการณ์ในการทำงานมาด้วยหน่อย

สนใจเรียนต่อ Loughborough University London ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเรียนต่อและคำปรึกษาฟรี คลิก

บรรยากาศในห้องเรียน

ก็ช็อคไป 1 ดอกแหล่ะสำหรับเรื่องเนื้อหาพวก business ดอก 2 ก็แบบอ้าว ใครวะเนี่ยนั่งเรียนกันเต็มไปหมดเลยในห้อง lecture เป็น 100 – 200 คน ด้วยความที่แคมปัสที่นี่เล็ก เค้าก็จะพยายามรวมคนที่เรียนไม่เหมือนกันแต่วิชาเหมือนกันมาเรียนด้วยกัน ซึ่งแต่ละวิชาก็จะเจอคนหน้าไม่ซ้ำกันเลย แต่พอแบ่งเป็น tutorial class เป็นห้องเล็ก ห้องละ 30 คน ตอนนี้ก็คือจะเริ่มรู้จักเพื่อนแระ แต่ยังไม่พอมาที่นี่ช่วงแรกๆ มีเปลี่ยนตารางสอนก็ช็อคไปอีกจ้า คือแต่ละวันนี่ต้องย้ายห้องไปเรื่อย กลุ่มคนก็จะไม่ซ้ำอีกแล้ว อาจารย์ก็ไม่ซ้ำ ก็งงไปอีก

คือสำหรับเรา ช็อคทุกอย่าง อาจจะเป็นเพราะเรียน interior มาก่อนใช่ป่ะ ห้องเราก็จะมีแค่ 70 คน ไปไหนไปด้วยกัน เรียนด้วยกันทุกวิชา คือทุกอย่างไม่เหมือนกับสิ่งที่เราเคยเจอมา ประสบการณ์แทบทุกอย่างที่นี่ใหม่สุดๆ

Pre-sessional Course

ก็คอร์สนี้ต้องไปเรียนที่ campus หลัก คือที่ Loughborough คือที่จริงคะแนน IELTS ถึงนะแต่กลัวง่อยก็เลยมาเรียนก่อน 6 สัปดาห์

ที่นั่นใหญ่มาก.. คนละบรรยากาศกับที่นี่ เราไม่ชอบความวุ่นวายไง คืออยู่ที่โน่นมันสงบมาก ไม่ต้องมาคอยระวังตัว เดินออกไปไหนก็ปลอดภัยก็เลย Happy มากๆ มหาวิทยาลัยนี้เค้าบริการดีมาก มีรถบัสไปรับตั้งแต่ที่สนามบิน ตอนแรกก็คิดว่าที่มหาวิทยาลัยอื่นเป็นเหมือนกัน แต่พอไปถามเพื่อนที่เรียนที่อื่นแล้วเพื่อนก็บอกว่าไม่มีนะ ต้องไปเอง

 

Loughborough University วิทยาเขต London

Facilities

ด้วยความที่เราเคยอยู่ main campus ที่ Loughborough มาช่วงนึงก็เลยรู้สึกว่าที่นี่เป็นแค่หนึ่งตึกในที่นั่นนะ แต่พอมีเพื่อนจากมหาวิทยาลัยอื่นมาที่นี่ เค้าก็บอกว่ามันดีแล้วนะถ้าเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นในลอนดอน เหมือนมันเล็กจริงแต่มันครบ นอกจากห้องเรียนขนาดต่างๆ ก็มีโซน discussion area เวลามาทำงานกลุ่มก็มาใช้ได้ ซึ่งมันก็จะสะดวกสมมุติว่าเรามีพรีเซ้นท์ เราก็เอา laptop มาเสียบแล้วก็ซ้อมพรีเซ้นท์ในจอนี้ได้

Location

Loughborough นี่เค้าดังเรื่องกีฬาใช่ป่ะ เพราะฉะนั้นบริเวณที่ตั้งของมหาวิทยาลัยก็จะใกล้ Olympic park จริงๆ ที่นี่เรียกว่า Here East เนอะ ก็ถ้าเกิดว่าใช้ tube ก็สถานี Stratford คือเดินทางสะดวก ก็สามารถเข้าไปใน Central London ได้ ไม่ว่าจะไปชอปปิ้ง เดินพิพิธภัณฑ์ ไปเที่ยว หรืออะไรก็ตามสะดวกครบครัน

 

การใช้ชีวิตใน London

ใจจริงเราไม่ได้ชอบลอนดอนเพราะไม่ชอบความวุ่นวาย แต่จริงๆ มันก็มีข้อดีเพราะเรียน design มันก็มี museum, gallery เยอะแยะ ก็เลยคิดว่ามันก็น่าจะโอเค

Stratford

แรกๆ เรามาก็วิตกมาก คอยระวังตัวตลอดเวลา แต่พออยู่มาเรื่อยๆ ก็ชินแล้วนะ มันไม่ได้อันตรายอย่างเมื่อ10 กว่าปีที่ผ่านมา คือมันเจริญกว่าสมัยก่อนมาก เดินทางสะดวกสบาย มีทุกอย่างครบอย่างที่บอกไป มีห้างใหญ่ สวนสาธารณะก็ใหญ่ เราสามารถออกกำลังกายตรงนี้ก็ได้

การปรับตัว

เรื่องอาหารเลย เมื่อก่อนไม่ทำอาหาร มาอยู่ที่นี่ก็ทำ ทำเยอะอ่ะ ลาบทอด บัวลอย ตะโก้ ตอนก่อนเปิดเทอมก็ว่างก็เลยทำบ่อย ที่นี่มันมีซุปเปอร์มาเก็ตที่ขายของไทย ของจีน เอาจริงๆ ตอนนี้สนิทกับเพื่อนๆ คนจีน ตอนแรกกลัวคนจีนมากเลยนะ แต่เค้าน่ารัก ทำอาหารเลี้ยงเหมือนอยู่บ้านเลย (ยิ้ม)

อยากบอกอะไรกับน้องๆ ที่อยากมาเรียนต่อ UK

อันดับแรกคือหาคอร์ส แล้วก็อย่าดูแต่ชื่อคอร์ส ต้องดูไส้ข้างใน ดูไส้ไม่พอต้องหาคนที่มีประสบการณ์เรียนที่โน่นแล้วเราสามารถถามได้ แล้วก็อย่าถามแต่เรื่องเรียนเป็นยังไง แต่ควรถามเรื่องเมืองเป็นยังไง สภาพแวดล้อมเป็นยังไง ใช้ชีวิตอยู่เป็นยังไง ที่พักเป็นยังไง  คือเราเป็นคนที่แบบคิดว่าคอร์สเรียนมันดี มาถึงก็น่าจะปรับตัวได้เองไรงี้ แต่จริงๆ เรื่องชีวิตความเป็นอยู่มันสำคัญมาก สมมุติว่าไปอยู่ในเมืองที่ไม่มีร้านไทยกับร้านจีนก็แค่นั้นก็ตายแล้วอ่ะ เราอยู่ไม่ได้

สนใจเรียนต่อ Loughborough University London ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเรียนต่อและคำปรึกษาจากพี่ๆ Hands On ตัวแทนมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการประจำประเทศไทย ฟรี คลิก

Go to top