Hands On Blog | บล็อคเพื่อการเรียนต่อสหราชอาณาจักร

Nanchya Chomphooteep

| หมวดหมู่ Student Blog

แท็ก : , ,

14 July 2017

สวัสดีค่ะทุกคน เราตาณนะคะ กำลังศึกษาปริญญาโทสาขา Entrepreneurship & Innovation ที่ The University of Edinburgh Business School ค่ะ สำหรับบล็อกนี้จะเปลี่ยนแนวเป็นสายชิวบ้างล่ะ หลังจากวิชาการกันมาแล้วในบล็อกก่อนหน้านี้สองตอน เพราะพอพูดถึงชีวิตนักเรียน มันก็ไม่ได้มีแค่เรียนใช่มั้ยล่ะ เรื่องเที่ยว เรื่องกินไรนี่ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในชีวิต สำคัญขนาดไหน…เคยคุยเล่นๆ กับเพื่อนว่าวันนึงต้องคิดถึงเรื่องกินตั้งสามเวลา คิดเรื่องเรียนยังไม่ถี่เท่านี้

นั่นแหละ แล้วด้วยความที่เป็นนักเรียน ไหนจะมีงานต้องทำ ไหนจะงบจำกัด ตัวเลือกอาหารเลยมีอยู่ไม่กี่ที่ ส่วนใหญ่ก็จะวนๆ อยู่ในคาเฟ่โรงเรียน ร้านอาหารราคาย่อมเยาว์แถวโรงเรียน ซูเปอร์มาร์เก็ต ซื้อแบบอาหารสำเร็จรูปหรือไม่ก็ทำอาหารเอง ซึ่งเอาจริงๆ มันก็ไม่ได้แย่ แต่ให้กินบรรยากาศเดิมซ้ำๆ ทุกวันมันก็คงเบื่อ ไม่มีแรงบันดาลใจ พานให้อยากอู้งาน (//ช่างสรรหาข้ออ้างจริงๆ) ครั้นอยากจะกินอาหารเพื่อสุขภาพ ขนมนมเนยลดราคาในซูเปอร์มาร์เก็ตก็เตะตาเหลือเกิน อาหารสำเร็จรูปก็สะดวกแถมบางอันก็ดูสุขภาพดี (//จริงๆ นะ) สลัดผักในร้านอาหารทั่วไปก็ไม่อร่อย จะให้ทำอาหารเองก็ขี้เกียจนั่งล้างผักหั่นผัก

ช่วงเรียนเยอะๆ งานเยอะๆ จึงเป็นช่วงที่นักเรียนเทเรื่องการกินสุดๆ โดยคำจำกัดความของการกินจะลดลงเหลือแค่ 1) กินเพราะต้องกิน 2) กินแก้เบื่อเวลาทำงาน

สำหรับในเมืองเอดินบะระที่เราอยู่นั้น โดยรวมเราว่าอาหารสุขภาพหาง่ายนะ แต่ร้านที่ขายอาหารสุขภาพเฉพาะทางแบบเจาะจงเลยจริงๆ จะหายากลึกลับหน่อย และไม่ค่อยอยู่ในตัวเมือง บล็อกตอนนี้เราเลยจะรีวิวร้านอาหาร/คาเฟ่สุขภาพเฉพาะทางที่เหมาะสำหรับคนที่อยากกินอาหารสุขภาพ อยากงดเนื้อสัตว์ และคนที่แพ้อาหารต่างๆ (กลูเตนฟรีที่นี่ฮิตมาก) ซึ่งจริงๆ มีหลายร้านกว่านี้แหละ แต่รีวิวแค่ร้านที่เราเคยไปลองก่อนละกันนะ

  1. Pumpkin Brown

(อาหารจัดวางสวยมาก มีมุมโต๊ะสูงที่พอถ้านั่งก็จะมองออกไปเห็นย่าน Grassmarket)

 

เพื่อนเราเป็นคนแนะนำคาเฟ่นี้ให้เราเอง ครั้งแรกที่เราเห็นอินสตาแกรมของเขา เราก็ตั้งมั่นไว้เลยว่าจะต้องไปเยือนให้ได้ ร้านนี้ตั้งอยู่แถว Grassmarket ซึ่งเป็นจัตุรัสเล็กๆ เห็นวิวเชิดสูงของประสาทเอดินบะระ ทั่วบริเวณนั้นเต็มไปด้วยร้านอาหารและผับ (ผับแบบฝรั่งอะนะ ไม่ใช่แบบตื๊ดๆ บ้านเรา) ตัวคาเฟ่นั้นค่อนข้างเล็ก ซึ่งช่วงที่มาถึงที่นี่แรกๆ เราเคยมองว่าโคตรของโคตรเล็ก แต่อยู่ไปอยู่มาเราก็ค้นพบว่านี่แหละคือไซส์มาตรฐาน เพราะไปคาเฟ่ไหนๆ ก็จะไซส์กะทัดรัดประมาณนี้หมด คือมีโต๊ะประมาณ 3-4 โต๊ะ โต๊ะสูงริมหน้าต่างอีกหนึ่ง และเคาน์เตอร์จ่ายตังค์ + ตู้ดิสเพลย์อาหาร มีแค่นั้นเลย ไปทีนี่ต้องเสี่ยงดวงว่าจะได้ที่นั่งรึเปล่า

สำหรับอาหารร้านนี้ก็จัดอยู่ในประเภทคลีน สุขภาพ ไร้เนื้อสัตว์ ออแกนิก เป็นมิตรต่อผู้แพ้อาหาร แค่เปิดหน้าเว็บไปก็รู้สึกเหมือนได้ดีทอกซ์ร่างกายแล้วเอาจริง เราชอบสลัดกับเค้กของร้านนี้มาก ไปทานมื้อเที่ยงร้านนี้ทีไรเป็นต้องสั่งสลัดคู่กับเค้กมาทานตลอด สลัดและเมนูต่างๆ จะถูกแพ็กอยู่ในกล่อง ประมาณว่าจ่ายตังค์ยกออกไปกินข้างนอกก็ได้เลย ส่วนเค้กนั้นเป็นเค้กสุขภาพแบบ Raw cake ซึ่งใช้วัตถุดิบเป็นพวกผลไม้ ถั่ว เอามาบดๆ กันแล้วทำให้ออกมาหน้าตาเหมือนเค้กโดยไม่ผ่านการอบ ฟังแบบนี้อาจจะดูเละๆ ไม่น่ากิน แต่พอเห็นแล้วนี่รู้สึกเหมือนเป็นเค้กส่งตรงจากสวรรค์เลย มันดูบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่ทำร้ายสุขภาพขนาดนั้นละ

นอกจากอาหารแล้วทางร้านยังขายผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ รวมถึงมีหนังสือสูตรอาหารสุขภาพไว้ให้เปิดดูเพลินๆ ด้วย

 

  1. Grams

 

(เค้าบอกว่าเป็น Snickers Bar เวอร์ชั่นสุขภาพแหละ)

หลังจากเกริ่นไปในร้านก่อนแล้วว่าบนโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าเค้กสุขภาพอยู่ด้วย เราเลยขอแนะนำร้านนี้ต่อซึ่งเขาขึ้นชื่อเรื่อง Raw cake มาก ถึงอย่างนั้นเขาก็ขายพวกอาหารคาวเหมือนกัน (แพ็กเป็นกล่องเหมือนร้านก่อนอะแหละ) ร้านนี้สถิตอยู่ย่าน Haymarket ซึ่งหลุดวงโคจรออกมาจากตัวเมืองหลักสักหน่อย ดูเหมือนไกลแต่เอาจริงๆ นั่งรถเมล์แป๊บเดียวก็ถึง แค่ต้องมีจิตมุ่งมั่นตั้งใจมามากจริงๆ

(ย่าน Haymarket เป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟอีกแห่ง แล้วก็มีพวกร้านอาหารต่างๆ)

 

แม้จะไม่ได้ไกลลากเลือดมาก ถึงอย่างนั้นมันก็ดูทุ่มเทอยู่ดีแหละสำหรับคนอยากกินเค้กที่อยู่ในตัวเมืองอย่างเรา หากขี้เกียจถ่อไปถึง Haymarket ก็สามารถหาเค้กร้านนี้ได้ตามร้านขายของสุขภาพ ร้านคาเฟ่ หรือร้านกาแฟอื่นๆ ที่เขาส่งไปขายก็ได้ ชีวิตก็จะง่ายขึ้นนิดนึง เพราะเอาเข้าจริงตัวร้านของเขาก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร พอๆ กับร้านข้างบนนั่นแหละ (ถ้าดูไม่ผิด เราว่ามันเลย์เอ้าท์เดียวกันชัดๆ)

 

  1. Henderson’s

(จานนี้ทำให้เรารู้ว่า Freekeh คืออะไร)

 

ร้านนี้เป็นร้านขายอาหารมังสวิรัติ + วีแกนที่เปิดมานานกว่า 50 ปี เป็นร้านอาหารมังฯ ที่ดำรงชีพมาได้ยาวนานที่สุดของสหราชอาณาจักรเชียวนะเหวย มีอยู่สี่สาขาในเอดินบะระด้วยกัน

อืม…จะเรียกว่าสี่สาขาก็ยังไงอยู่ เพราะสองในสี่นั้นน่ะอยู่ใกล้กันมาก ถูกคั่นอย่างมึนๆ ด้วยร้านอื่นแค่ร้านเดียวเท่านั้นเอง เห็นแล้วรู้สึกคันใจจริงๆ

ความเด่นคือทั้งสี่สาขานี้ก็จะมีจุดขายแตกต่างกันไป ร้านนึงก็จะขายแต่อาหารวีแกน อีกร้านนึงเน้นขายสลัด อีกร้านขายมังฯ กับวีแกนปนๆ กัน และอีกร้านเน้นเป็นขายของ Takeaway แต่ก็มีที่ให้นั่งกินข้าวเหมือนกัน เราเคยไปทานแค่ร้านวีแกนร้านเดียว เมนูแม้จะมีแผ่นเดียวแต่แค่อ่านรายละเอียดของอาหารเราก็ตื่นเต้นแล้ว เพราะเขาจะบอกค่อนข้างละเอียดว่าใส่ส่วนผสมอะไรบ้าง เราก็รู้บ้างไม่รู้บ้างอะนะ แต่ที่สนุกคือเวลาได้ลองส่วนผสมแรร์ๆ เป็นครั้งแรก กับเวลาสังเกตปฏิกิริยาของโต๊ะข้างๆ เวลาอ่านเมนูอาหารที่ใช้ส่วนผสมแปลกๆ ผิดแบบแผนที่มักจะปฏิบัติกันมา เช่นมูสช็อกโกแลตทำจากอโวคาโด เป็นต้น

สำหรับที่ตั้งของร้านนี้ก็ไม่ชวนท้อถอยแต่อย่างใดฮะ เพราะทั้งสี่ร้านตั้งอยู่ใจกลางเมือง จะมีก็เพียงแต่ร้านที่ขายมังฯ กับวีแกนปนๆ กันที่หลุดออกมาอยู่แถว Holyrood ซึ่งตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่า ซึ่งก็นับว่าอยู่ในเมืองอยู่ดี

 

  1. Moon & Hare

 

(สลัดพูนมาก และราคาก็พูนตาม ฮา)

 

ว่าแล้วเราก็สรรหาร้านหลุดขอบโลกอีกครั้ง… เอาจริงๆ ร้านนี้ไม่ไกลจากหอเราหรอก แต่ถ้าคะเนระยะทางจากใจกลางเมืองก็ถือว่าไกลนิดนึงเพราะเป็นย่านชุมชน (ย่าน Bruntsfield) ร้านนี้เป็นอีกร้านสเกลเล็กที่เข้ามาครั้งแรกจะรู้สึกว่าแคบ แต่หารู้ไม่ว่ามันไปบานข้างใน แอบเห็นว่าข้างในมีโซฟาให้นั่งอย่างสบาย ส่วนข้างนอกใกล้ๆ เคาน์เตอร์ที่เรานั่งก็จะสว่างหน่อย

ทางด้านเมนูอาหาร เขาก็จะเน้นเมนูไร้เนื้อสัตว์ เป็นมิตรต่อสุขภาพและคนแพ้อาหาร (เราว่าเทรนด์นี้กำลังมาแรงไม่ว่าที่ไหนในโลกเลยละมั้ง) เราสั่งสลัดมาทานก็ได้ไซส์แบบจุใจมาก เครื่องดื่มก็มีให้เลือกหลายแบบหลายวาไรตี้ อยากได้นมสด นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ นมหิมพานต์ นมเฮเซลนัท นมข้าว นมโอ๊ต ร่ายมาเถอะ! ปรับแต่งกาแฟชาเครื่องดื่มได้ตามใจชอบ ได้ยินมาว่าวาฟเฟิลที่นี่ก็ขึ้นชื่อเหมือนกัน ไว้เดี๋ยวไปลอง

 

(ย่าน Bruntsfield แวบมาเดินเล่นก็สงบสุขดี)

  1. Organic Delicious

 

(Tapas เหมาะสำหรับสั่งมาแชร์กัน แต่จะทานคนเดียวก็ได้ถ้ามิเหงา)

 

ร้านนี้อยู่ถัดมาจาก Moon & Hare นิดนึง อยู่ย่าน Morningside ซึ่งก็ติดๆ กับ Bruntsfield นั่นแหละ ใครมีเวลาว่างลองมาเดินเล่นแถวนี้ดูได้ค่ะ ได้บรรยากาศคนท้องถิ่นดี คาเฟ่ร้านอาหารก็มีให้นั่งเยอะ

อ่านจากชื่อก็รู้เลยว่าร้านนี้จุดขายเขาคือความเป็นออแกนิก ซึ่งทุกอย่างออแกนิกจริงๆ ตั้งแต่ผักยันขนมปังยันสบู่ล้างมือ เมนูก็จะสไตล์เดียวกันกับร้านบนๆ คือเน้นผัก ไม่มีเนื้อสัตว์ และสามารถปรับแต่ประเภทอาหารได้ตามใจชอบ นั่นคือจะอัพเลเวลเป็นวีแกน ไร้กลูเตน หรือไร้นมวัวก็ได้ทั้งนั้น

เราว่าร้านนี้บรรยากาศดีมาก ด้วยความที่ร้านแต่งโทนสีขาว มีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับสเกลมาตรฐานของคาเฟ่ที่นี่ และมีแสงธรรมชาติหลุดรอดเข้ามาเยอะ ทำให้ร้านดูโปร่งโล่งสบาย เหมาะกับการนัดเพื่อนมานั่งกินไปคุยไปมากๆ

 

(ร้านโล่งกว้าง บรรยากาศชิวมาก อาจเพราะอยู่ขอบเมืองเลยขยายร้านได้มากหน่อย)

  1. Earthy

 

 (มุมโต๊ะสูงมองออกไปเห็นถนนด้านนอก แต่เสี่ยงต่อแดดส่องนิดนึง)

 

ฟังแค่ชื่อร้านก็รู้สึกถึงได้ความกรีน ร้านนี้มี 3 สาขากระจายอยู่ตามขอบเมือง (//ขอบเมืองอีกแล้ว ฮือ) โดยสาขาที่เราได้ไปเยือนนั้นอยู่ฝั่ง New Town แต่ไม่ได้อยู่ใจกลางเมืองนะ ต้องเดินลึกเข้าไปถึงย่าน Bonnington แต่เรียกได้ว่าคุ้ม เพราะที่นี่มีทั้งร้านอาหารและร้านขายผลิตภัณฑ์สุขภาพหลายแหล่ซึ่งหายากตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ขนาดของร้านก็ไม่ใช่เล่นๆ เพราะมีอาคารกว้างๆ เป็นของตัวเองเลยทีเดียว

 

           

(ร้านขายของเดินสนุกมาก วันดีคืนดีก็มีของมาให้ชิมฟรี)

 

ทางด้านอาหารก็มีเมนูหลายหลากให้เลือก โชคดีสำหรับคนทานเนื้อเพราะที่นี่เขาเสิร์ฟเนื้อสัตว์ ไม่ได้ฮาร์ดคอร์ผักซะทีเดียว เราเลือกสั่งสลัดรวมมิตรซึ่งเขาจะให้เราเลือกสลัดประมาณ 3-4 อย่างจากตู้โชว์ มันอลังการมาก เยอะมาก ทานไม่หมด ต้องหอบกลับบ้าน ไม่ต้องอายฮ่ะ คนที่นี่ยินดีแพ็กอาหารกลับให้

 

  1. Hula Juice Bar

(เค้กที่นี่เดาว่าอาจจะมาจากร้านที่ 2.)

ร้านสุดท้ายแล้ว ขอวนกลับมาที่ย่าน Grassmarket อีกครั้งฮะ อ่านจากชื่อก็รู้เลยว่าร้านนี้เน้นน้ำผลไม้ สมูธตี้ เครื่องดื่มสุขภาพ อะไรเทือกนี้ แต่เขาก็มีอาหารจานๆ กับขนมให้นั่งทานกันเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนกัน บรรยากาศภายในร้านทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในป่าผสมชายหาด (ไม่รู้จะเข้าใจมั้ยนะ) ด้วยธีมสีเขียวๆ และของประดับตกแต่งจำพวกต้นไม้เอย สัตว์ป่าเอย มะพร้าวเอย ได้อารมณ์เฟรชๆ ดี ถ้าคนไม่เยอะเกินไปอะนะ

 

           

(พอบ่ายแก่ๆ คนก็เริ่มหายวับ ก่อนหน้านี้แน่นมากกก)

 

ถามว่าเราไปครั้งแรกสั่งอะไร ขอสารภาพบาปเลยว่าไม่ได้สั่งน้ำจ้า เพราะวันนั้นอยากกินอะไรเป็นจานๆ เลยสั่งสลัดกับเค้ก (Raw Cake อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั่นแหละ) แต่เราก็เล็งไว้ว่าวันหลังจะมาอุดหนุนน้ำเค้ามั่ง เป็นการให้เกียรติชื่อร้าน ฮา

หมดแล้วค่ะกับรีวิวร้านอาหารในเอนทรี่นี้ ใครแวะมาเอดินบะระแล้วอยากหาอะไรคลีนๆ เน้นสุขภาพ ใช้วัตถุดิบสดใหม่ทานก็ลองแวะไปตามจุดหมายเหล่านี้ได้นะ หรือเผื่อใครเบื่อร้านอาหารบรรยากาศเดิมๆ เมนูซ้ำๆ อยากหาอะไรแปลกใหม่ให้ชีวิตบ้างก็ลองไปท้าทายต่อมรับรสของตัวเองดูได้

อ้อ เวลาไปเสาะหาก็ต้องคอยเหลือบมองให้ดีๆ คอยเช็กแผนที่กูเกิ้ลเรื่อยๆ ละ เพราะหลายครั้งที่เรามักจะเดินเลย (ก็หน้าร้านมันเล็กอะ) 

***
สนใจสมัครเรียนต่อที่ UK ปรึกษา Hands On ได้ทุกสาขา ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
หรือแจ้งรายละเอียดเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม คลิกที่นี่

Go to top