Hands On ทุกสาขาปิดทำการวันที่ 23 ตุลาคม 2562 เนื่องในวันปิยมหาราช และเปิดทำการตามปกติวันที่ 24 ตุลาคม 2562

Hands On Blog | บล็อคเพื่อการเรียนต่อสหราชอาณาจักร

| หมวดหมู่ Student Blog

แท็ก : , , ,

11 December 2015

อีกหนึ่งมุมมองต่อ Birmingham

ถึงแม้ว่าจะมีนักเรียนไทยไม่น้อยที่ตัดสินใจมาเรียนที่เมืองเบอร์มิงแฮมแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้วยชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยอย่าง Aston University, University of Birmingham หรือแม้แต่ Birmingham City University เอง หรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม แต่ก็มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากหลายๆ คน ที่บอกเล่า “ความรู้สึกแรก” ต่อเมืองนี้เป็นไปในแง่ลบ (เช่น เรา เป็นต้น) 

birmingham

ด้วยความที่ เบอร์มิงแฮม เป็นเมือง “ใหญ่” และมีความเป็น “เมือง” ค่อนข้างมาก (ความเป็นเมืองนี้ เช่น ความวุ่นวายต่างๆ ทุกอย่างดูเร่งรีบ ผู้คนมากมาย รถราขวักไขว่ ตึกสูงใหญ่เรียงราย รถเมล์แพง ห้างเยอะ…..มาก …เริ่มส่วนตัวขึ้นเรื่อยๆ ฮ่าๆ ปีนี้ก็เพิ่งเปิดห้างใหม่ The Grand Central พร้อมกับเปลี่ยนลุคสถานีรถไฟใหญ่กลางเมือง New Street Station) 

birmingham_4

birmingham_5

โฉมใหม่ของ Birmingham New Street Station และ Grand Central

เสียงลือเสียงเล่าอ้าง (ใครนะมันช่างอ้างช่างลือบ่อยเหลือเกิน) อีกเช่นกันที่บอกต่อๆ กันมาว่า เมืองนี้ ไม่สวยงามเจริญหูเจริญตา ไม่เต็มไปด้วยฝรั่งตาน้ำข้าวแต่งตัวเนี้ยบหรูดูดีตามอังกฤษในอุดมคติ ซ้ำยังเต็มไปด้วย แขก และพี่มืด ซึ่งก็จริงอย่างที่เค้าบอกนั่นแหละค่ะ ฮ่าๆ เพราะเดิมทีเมืองนี้เป็นเมืองอุตสาหกรรม (ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่) คนที่อาศัยอยู่เมืองนี้เดิมทีก็คือเหล่าแรงงาน (labour) และผู้อพยพจากที่ต่างๆ ซึ่งแรงงานในสมัยก่อนก็คือเหล่าคนผิวสีเป็นหลัก และเหล่าผู้อพยพเชื้อชาติต่างๆ ก็ยิ่งทำให้สภาพสังคมใน Birmingham ดูไม่มีความเป็น “อังกฤษในอุดมคติ” ไปกันใหญ่ 

birmingham_3

เรา เป็นหนึ่งคนที่มีทัศนคติแง่ลบต่อเมืองนี้ ทั้งๆ ที่ไม่เคยมา แต่ก็เชื่อที่เค้าบอกๆ กัน (หูเบานะเราน่ะ แล้วมาทำไม….ตอบตัวเองค่ะว่า มาเพราะไม่ได้เลือกจากเมือง เลือกจากคอร์สเรียนค่ะ) จนถึงตอนนี้ (สามเดือนผ่านไป) เราก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไปรู้สึกว่า โอ้โห ใครนะช่างว่าร้ายเมืองนี้ มันออกจะดี ตัวเมืองใหญ่โตโอ่อ่า ห้างร้านเรียงกันเป็นตับ ไชน่าทาวน์ก็มี ขนาดชะอม ดอกขจรยังหาจากที่นี่ได้!!! (มีจริงๆ นี่ยังตกใจอยู่) อะไรทำนองนั้น เพราะจริงๆ แล้วเราเป็นคนที่ไม่ได้โหยหาความเป็น “เมืองใหญ่” เราคิดว่าเราน่าจะเหมาะและสบายใจที่จะอยู่ในเมืองที่เล็กกว่านี้ วุ่นวายน้อยกว่านี้

แต่…ถ้าเรามองข้ามความวุ่นวาย ความน่ากลัวของเมืองใหญ่ (ที่ย่อมมี “มุมมืด” ของเมือง) ความไม่สวยงามแบบยุโรปวิคตอเรียนสไตล์ เราจะพบว่า …ความเห็นส่วนตัวเรานะ… ว่ามันเป็นเมืองที่น่าสนใจทีเดียว เช่น อย่างเรา เรียนด้านศิลปะ การอยู่ในเมืองที่ใหญ่แบบนี้ มีตัวเลือกและโอกาสให้ได้เปิดหูเปิดตาเยอะ เพราะที่นี่มีโรงละครหลายโรง มี symphony hall มีห้องสมุดที่ใหญ่และใหม่ (เพิ่งเปิดเมื่อปี 2013) มี museum, gallery หลายแห่ง มี festival, event มากมายแทบทุกสัปดาห์ facilities เหล่านี้มีประโยชน์ต่อการเรียนของเรา และตอบสนองความชอบส่วนตัวของเราด้วย

เนื่องจากสิ่งที่เราเรียน อยู่ในบริบท art and culture ของแต่ละพื้นที่ ซึ่งทำให้เราต้องทำความรู้จักกับเมืองนี้ (เพื่อจะได้วางแผนโปรเจคที่จะเข้าถึงคนที่นี่ได้) แล้วพอเรารู้ถึงที่มาที่ไป ว่าอะไรเป็นสาเหตุให้บ้านเมืองเค้ามีหน้าตาออกมาแบบนี้ เช่น เมื่อตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 เบอร์มิงแฮมเป็นหนึ่งในเมืองที่โดนระเบิดจนส่วน city centre เสียหาย พอต้องซ่อมแซมและสร้างตัวเมืองขึ้นมาใหม่ นโยบายการสร้างเค้าต้องการจะเปลี่ยนลุคของเมืองให้ดู “ต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง” จึงเป็นที่มาของสภาพความ “ไม่อังกฤษ” อย่างที่เห็น เป็นต้น

การได้รู้เรื่องราว มันทำให้เราเข้าใจและรับสภาพความไม่เหมือนกับส่วนอื่นๆ ในอังกฤษได้ดีขึ้น และเริ่มตื่นเต้นไปกับความพยามในการ shape เมืองของหน่วยงานและองค์กรปกครองต่างๆ ของเค้า เพราะตอนนี้เค้าพยายามที่จะล้าง perception แง่ลบที่คนข้างนอกมองมาเหมือนกัน (ไม่ใช่แค่เฉพาะคนไทยหลายๆ คน คนอื่นๆ เค้าก็เป็นค่ะ) ซึ่งแผนการหลักส่วนหนึ่งก็ด้วยการพยายามผลักดันเรื่อง creative city, art and cultural ให้เป็นจุดขาย ดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุน จนตอนนี้เราก็เริ่มลุ้นไปด้วยแล้วว่าอีกหน่อยหน้าตาของเมืองนี้จะเปลี่ยน แปลงไปอย่างไร

ใครสนใจจะมาเที่ยวที่ เบอร์มิงแฮม หรือกำลังจะมาเรียนแต่กังวลเรื่อง “ภาพลักษณ์” ของเมืองนี้ .. จริงๆ เราก็ไม่อยาก guide ความคิดเนาะ เอาเป็นว่า เมืองนี้ “ใหม่” และกำลัง “ปรับเปลี่ยน” พอๆ กับนักเรียนที่กำลังจะมาเรียนนั่นแหละ 🙂 (อีกไม่นานจะมีรถรางด้วยนะเอ้อ!!!!)

Go to top