แนะนำตัวให้รู้จักหน่อยค่ะ
Namwan: พี่ชื่อน้ำหวานค่ะ เรียนต่อปริญญาเอก ในหลักสูตร PhD School of Government and International Relations ที่ Griffith University ค่ะ
เหตุผลที่ตัดสินใจมาเรียนต่อปริญญาเอกที่ออสเตรเลีย
Namwan: ตอนนั้นทำงาน Full Time แล้วก็งานหนักมากเลย (หัวเราะ) รู้สึกอยากหาอะไรทำที่ยังเป็นวิชาการเหมือนเดิม แล้วก็มีอาจารย์ที่เป็นเพื่อนที่ไทย เค้าก็บอกว่า เธอรีบไปเลย ตอนนี้มีทุนปริญญาเอกนึงที่กำลังเปิดรับสมัครอยู่ แล้วก็ให้ติดต่ออาจารย์ที่ปรึกษาประมาณ 3-5 คนไป จากนั้นพี่ก็ระดมส่ง Email ไปเลย ทีนี้ก็มีอาจารย์ที่ปรึกษาที่ Griffth University ตอบกลับมาและได้นัดคุยกัน แต่ตอนนั้นมันยังไม่มีทุนออกมานะ เราก็คุยกันไปเรื่อย ๆ ว่าอยากทำประเด็นไหน พอตัวทุนออกมา อาจารย์ก็มาบอกเราว่าตอนนี้ทุนจะออกแล้วนะ สิ่งที่เธอต้องเตรียมมคือ 1 2 3 4 5 ตามนี้นะ แล้วก็บอกว่า ถ้าเธออยากจะทำประเด็นอื่น มหาวิทยาลัยนี้เปิดนะ คือเค้าก็มีเครือข่ายใน Centre ของเค้า พยายามบอกเราว่าถ้าไม่ได้ที่นี่ ก็ไปคุยกับคนนี้นะ เผื่อเค้าสนใจงานของเธอ คือเค้าก็พยายามสร้าง Connection ให้กับเราค่ะ ก็คงกลัวว่าเราจะไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดก็ได้ที่นี่ค่ะ (ยิ้ม)
ขั้นตอนการสมัครทุนขอทุน เรียนต่อปริญญาเอก
Namwan: คือจริง ๆ มันเป็นทุนของตัว Centre ที่อยู่ใน Centre of Elimination Violence Against Woman ก็คือ ศูนย์ลดความรุนแรงทางเพศของผู้หญิง ตัวทุนนี้จะมี Nodes ของมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียอยู่ประมาณ 5 มหาวิทยาลัย ก็คือที่ Curtin University, Monash University, UNSW, Griffith University แล้วก็มีที่ Australian National University ด้วย ศูนย์นี้เค้าจะได้รับเงินทุนจากรัฐบาลออสเตรเลียกระจายไปทั้ง 5 มหาวิทยาลัย แล้วมหาวิทยาลัยเค้าก็จะนำเงินก้อนนี้ไปสนับสนุนว่าจะมี PhD Student กี่คนภายใต้ศูนย์ในแต่ละปี ซึ่งมันก็มาพอดีในปีพี่ เพราะว่าอาจารย์ที่ปรึกษาที่ Griffith University เค้ารับนักศึกษาปริญญาเอก ได้ 2 คน พี่ก็เลยโชคดีตรงที่ทุกอย่างมันผ่านหมดก็เลยได้รับทุน แต่ตอนนั้นพี่ติด IELTS (หัวเราะ) คือพี่ทำงานเต็มเวลาแบบ Full Time ก็เลยไม่มีเวลา จำได้ว่าติดที่ IELTS Listening แล้วคะแนนมันไม่ได้ 6.5 Overall แต่ว่าพอติดแค่อันเดียว ตอนไปสอบ Retake ก็ Fight แค่ทักษะเดียว จากที่เคยสอบตอนแรกได้ Listening 5.5 ก็กระโดดทำคะแนนมาเป็น 7.5 หลังจากนั้นก็เลยได้รับทุนค่ะ
ทุนการศึกษาที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยครอบคลุมค่ากินอยู่มั้ย
Namwan: ทุนมันครอบคลุมค่ากินอยู่ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับการจัดสรรของเราเลย คิดว่านักเรียนทุนเต็มจากมหาวิทยาลัยน่าจะได้ทุนเท่า ๆ กัน ก็คือประมาณ 35,000 AUD ต่อปี ถ้าตีเป็นเงินไทยก็ 60,000-70,000 บาทต่อเดือน เราก็ต้องจัดสรรให้ได้ เพราะลำพังแค่ค่าบ้านก็เยอะมากแล้ว ส่วนเรื่องค่ากินพี่เป็นคนทำกับข้าวก็เลยพอดีกับงบ
สนใจเรียนต่อปริญญาเอกที่ Griffith University ปรึกษาพี่ ๆ Hands On ฟรีทุกขั้นตอน คลิก
รีวิวบริการจาก Hands On
Hands On ช่วยสมัครเรียนปริญญาเอกยังไงบ้าง
Namwan: พอได้รับทุน มันก็ต้องดำเนินการสมัครเรียนของ Griffth University พี่ก็ปล่อยให้ Hands On จัดการเลย ด้วยความที่ตัวเองทำงานเต็มเวลา ไม่มีเวลามานั่งดู ดังนั้น Hands On ก็จะช่วยเหลือได้ ตอนที่คุยกับพี่ไผ่ที่ Hands On เค้าก็ช่วยเหลือในเรื่องการจัดการอะไรต่าง ๆ ดีมาก คือมหาวิทยาลัยที่ออสเตรเลียเค้าจะชอบให้ยื่นเป็น Expression of Interest (EOI) แต่ทีนี้พี่ไม่รู้ “EOI มันคืออะไรเหรอคะ?” เริ่มต้นด้วยคำถามนี้ก่อนเลย ตอนไปที่ Hands On ก็ถามคำถามนี้ด้วย เราก็เลยต้องให้ทาง Hands On ช่วยเพื่อที่จะได้ทำออกมาให้ถูกต้อง ช่วยเคลียร์ประเด็นต่าง ๆ พอสมัครผ่านแล้วทุกอย่างโอเค ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัย เราก็ปล่อยให้ Hands On ช่วยหมดเลยค่ะ
ใช้เวลาเตรียมตัวนานเท่าไหร่คะ
Namwan: การเตรียมตัวเพื่อมาเรียนต่อปริญญาเอกใช้เวลาประมาณ 1 ปีกว่า พี่เข้าไป Hands On วันแรกประมาณสิงหาคม ปี 2024 เข้าไปคุยที่กับคุณไผ่ที่ Hands On เพราะที่ปรึกษาส่งวิธีการสมัครมาให้ รอนานมากอยู่เหมือนกัน ตอนนั้นก็คิดว่าตัวเองน่าจะไม่ได้แล้ว เราทำใจไว้ระดับนึง แล้วก็ยื่นมหาวิทยาลัยในไทยไว้ 2 มหาวิทยาลัย ยื่นมหาวิทยาลัยที่ยุโรปด้วยอีก 1 มหาวิทยาลัย แต่รู้สึกว่าพอได้คุยกับอาจารย์ที่ออสเตรเลีย ประเด็นมันตรงกันมากกว่า แล้วอาจารย์ที่เราคุยด้วยเค้าค่อนข้างเปิดกว้างอยากทำอะไรก็ทำเลย
รู้จัก Hands On จากที่ไหนเหรอคะ
Namwan: รู้จัก Hands On จากเพื่อนอีกทีนึงค่ะ เพราะว่าเพื่อนเคยไปที่อเมริกา แล้วเพื่อนก็เคยคุยกับทาง Hands On มาก่อนด้วย
รีวิว PhD School of Government and International Relations ที่ Griffith University
Namwan: จริง ๆ การมาเรียนปริญญาเอกมันสันโดษมาก คือมันอยู่กับตัวเองเยอะมากเลย คนอื่นเค้าอาจจะเข้าคลาส อาจจะมี Coursework แต่การเรียนปริญญาเอกของออสเตรเลียมันไม่มี Coursework สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือ เราต้องคุยกับที่ปรึกษาเป็นหลัก อย่างที่ปรึกษาพี่เค้าค่อนข้างที่จะมีตารางชัดเจน เพราะเค้ายุ่งมาก แล้วพี่มีที่ปรึกษาทั้งหมด 3 คน ที่ปรึกษาหลักอยู่ที่ Griffith University ส่วนอีก 2 คนจาก Monash University จะคุยกันทุก ๆ 2 Week เลยค่ะ ต้องส่งงานตลอด เมื่อวานพี่ก็พึ่งจะส่งงานไป ส่งงานหัวหมุนมาก (หัวเราะ)
การนัดเจอกันทุก 2 สัปดาห์อาจารย์เค้าจะเช็กว่าเรายังอยู่ในโลกของงานอยู่มั้ย หรือว่าทำอะไรอยู่ เค้าพยายามที่จะ ช่วยเราให้ได้มากที่สุดโดยเฉพาะในปีแรก ที่ Griffith University จะมีทั้ง 6 Month Milestones และ 1 Year Milestones พี่ก็ต้องเตรียมตัว เดี๋ยวพี่ก็จะต้องสอบรอบ 1 Year Milestones ในเดือน June นี้ค่ะ เป็นการคุยและพรีเซนต์กับที่ปรึกษาว่าเราอยากทำหัวข้ออะไร
หัวข้อวิจัยเป็นไปตามที่เราคิดไว้ในตอนแรกมั้ยคะ
Namwan: หัวข้อวิจัยที่เรายื่นไปตอนแรก เป็นคนละหัวข้อกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันโดยสิ้นเชิง (หัวเราะ) เพราะว่าสิ่งที่เรายื่นไปเป็นหัวข้อที่เราอยากทำในช่วง 2 ปีที่แล้ว แต่พอมาที่นี่ มีโอกาสดีตรงที่อาจารย์ที่ปรึกษาของพี่ที่ Griffith University เค้าเป็นคนที่มีชื่อเสียงในวงการ รวมถึงที่ปรึกษาที่ Monash University ด้วย ด้วยความที่เค้าเป็นตัวแม่ Feminist ทั้ง 2 คน แถมมีชื่อเสียงในระดับ Global เค้าก็พยายามที่จะสอนให้เราคิดวิเคราะห์ว่า โอเค ยูอยากทำประเด็นเรื่องผู้หญิงตรงไหน แล้วที่ปรึกษาของพี่คนนึงเค้ามาทางสายทฤษฎี Feminist Political Economy หรือเฟมินิสต์เศรษฐศาสตร์การเมือง เค้าก็จะพยายามให้เราทำนู่นนี่นั่น งานในปัจจุบันของเราก็เลยปรับจูนมาในทิศทางนั้น ทั้งนี้เพราะความเชี่ยวชาญของทางอาจารย์ด้วยค่ะ เรารู้สึกว่ามันก็น่าสนใจดี แถมเค้ายังหาทุนมาให้เพิ่ม Top up อีกทีนึงจากทุนที่เราได้รับอยู่แล้วด้วย
อาจารย์เค้าให้โอกาสการเป็นผู้ช่วยในการสอนด้วยมั้ย
Namwan: ให้เราไปเป็น Research Assistant ค่ะ พี่ก็เลยได้ไปลงพื้นที่ในลาวแล้วก็กัมพูชากับเค้า งานของเราก็เลยจะต่อยอดไปทางประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยโอกาส ด้วยอะไรต่าง ๆ แต่หัวข้อเรา Core ของมันยังคงเดิม คืออยู่ในลักษณะ Vulnerable Group ส่วนประเด็นหรือ Fieldwork ที่ศึกษาอาจจะต่างออกไปในส่วนของโอกาสที่ได้รับมา คือใน 3-4 เดือนแรก ที่ปรึกษาพี่เค้าก็จะเปิดโอกาสว่า เธออยากทำอะไรจริง ๆ เค้าก็ถามพี่ว่าทำไมเธอถึงอยากทำเรื่อง Scammer Human Trafficking อันนี้มันน่าสนใจตรงไหน เราก็ต้องไปเตรียมคำตอบมา ถ้าคำตอบเราไม่แน่นพอ เค้าก็จะไม่ซื้อเลย หลังจากนั้นเราก็ต้องไปเตรียม Literature Review มาว่าทำไมเรื่องนี้ถึงน่าสนใจใน South East Asia ซึ่งจริง ๆ อาจารย์เค้าก็อยากได้องค์ความรู้จาก SEA นั่นแหละ เพราะเรามีข้อดีคือ เราพูดไทยได้ พูดลาวได้ ช่วงที่พี่ไปเป็น Research Assistant ก็คือต้องไป Run เป็นภาษาลาวเลย ดีที่พอพี่รู้แบบนี้ พี่ก็ไปเตรียมตัวมาก่อน คือลงเรียนภาษาลาว ลงเรียนเขียนด้วย ดังนั้นเราก็จะเขียนได้อ่านได้ อาจารย์ให้ทำอะไร เราก็โอเคค่ะ ได้ค่ะ (หัวเราะ)
รีวิวเรื่องการส่งงานหรือสอบของนักเรียนปริญญาเอกให้ฟังหน่อยค่ะ
Namwan: ที่ Griffith University เนี่ย ช่วงมิถุนายนพี่ก็กำลังจะสอบ 1 Year Milestones เป็น Progress Review 1 ปี ในการสอบมันจะต้องมี Draft of Confirmation ที่เป็นหัวข้อที่ชัดเจน ตัวแนวคิดทฤษฎีที่เราจะใช้ แล้วก็ร่างบทคร่าว ๆ ว่าบทเราจะมีประมาณกี่บท ใช้ระยะเวลาการทำเท่าไหร่ ซึ่งใน First Draft เอกสารจะต้องแน่นประมาณหนึ่ง แล้วที่ปรึกษาของพี่ค่อนข้างที่จะจริงจัง พี่ต้องแยกเขียนในแต่ละประเด็น อย่างเช่น Introduction ก็เขียนส่งไป แล้วก็ได้ Feedback กลับมาให้เราแก้ไข ส่วนการ Literature Review พี่ทำเรื่องที่มันส่งผลกับ Gender ต่าง ๆ ค่ะ แต่ชื่อหัวข้ออาจจะยังไม่นิ่ง (หัวเราะ)
การทำงานวิจัย อาจารย์ที่ปรึกษาช่วยเรายังไงบ้าง
Namwan: อย่างงานที่พี่พึ่งจะส่งไปเมื่อวานก็คือเรื่องทฤษฎี เป็นเรื่องความมั่นคงเชิงสตรีนิยม Feminist Security Study แล้วที่ปรึกษาพี่เค้าเป็น Feminist เราก็จะรู้สึกว่าจะทำงานแบบไม่ละเอียดส่งไปไม่ได้ ไม่งั้นโดนดุแน่เลย (หัวเราะ) ก่อนหน้านั้นที่คุยกันก็ตบตีกันเรื่องทฤษฎี คือเราอยากเอาทฤษฎีมาใช้ 2 ทฤษฎี แล้วที่ปรึกษาก็สวนมาเลยว่า มันเยอะเกินไป เธอทำไม่ทันหรอก กรอบระยะเวลาปริญญาเอกเธอมีแค่ 3 ปี ที่ปรึกษาพี่เค้าดีตรงที่มีตารางชัดเจนว่านักศึกษามีเวลาแค่นี้ เธอจะทำได้มั้ยภายใต้ระยะเวลาการกำหนดทุนแค่นี้ ช่วยดูตัวเองด้วย (หัวเราะ) เค้าก็พยายามจะบอกเราว่า บางอย่างตัดออกได้ เพราะในการใช้ทฤษฎีอะไรก็แล้วแต่ มันจะต้องอ่านเยอะ อ่านหนัก ตอนแรกที่พี่คุยกับแก พี่ใช้ 2 แนวคิด อันนึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการรื้อถอนอาณานิคม เป็น Decolonial Feminism ส่วนอีกอันนึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวคิดที่ใช้ในปัจจุบัน แต่ก็มาตกลงกันว่าเลือกแนวคิดเดียว เรื่องนี้คุยกันนานมากกว่าจะได้ข้อสรุป
สนใจเรียนต่อปริญญาเอกที่ Griffith University ปรึกษาพี่ ๆ Hands On ฟรีทุกขั้นตอน คลิก
รีวิว Griffith University
Facility ของมหาวิทยาลัยเป็นยังไง
Namwan: การได้มา เรียนต่อปริญญาเอก ที่ Griffith University ดีอย่างนึงตรงที่พวก School of Government and International Relation เป็น School ที่ใหญ่ในระดับนึง มีการจัดงานให้นักศึกษามาเจอกันเรื่อย ๆ คือเค้าน่าจะกลัวนักศึกษาเหงาด้วยแหละ อย่างเมื่อวานก็พึ่งจะมี Reading Group และ Writing Group ด้วย เค้าก็มีจัดอยู่เรื่อย ๆ เลยค่ะ เพื่อให้นักศึกษาได้มาแชร์กันว่าเคลียร์งานถึงไหนแล้ว สุขภาพจิตยังดีกันอยู่มั้ย มีจัด Session Mental Health ด้วยนะ เพราะเค้ารู้ว่าพวกนักศึกษา ปริญญาเอก จะเจอแรงกดดันอะไรบ้างในชีวิต แล้วยิ่งทำงานอยู่กับตัวเองแค่คนเดียว เค้าก็เอานักจิตวิทยามาให้เราสามารถเข้าไปคุยด้วยได้ โอเคเลยค่ะ
อีกอย่างนึงที่ดีของ Griffith University คือ มีของฟรีแจกเยอะ (หัวเราะ) มันมีเป็น Pantry พวก Food Truck ก็มี มันจะมีแจกทุกวิทยาเขต แต่จะเวียนกันไปในแต่ละวันค่ะ ของที่นี่น่าจะเป็นวันพุธหรือพฤหัสบดี จะเปลี่ยนไปในแต่ละเทอม แต่ที่ Nathan มันจะใหญ่กว่าตรงที่มันจะมี Student Pantry คือเราจะมีคนละ 60 แต้ม สามารถไปหยิบอะไรก็ได้ในนั้นโดยใช้ 60 แต้มนี้ มันก็จะมีพวกข้าว ของกิน ของใช้ในชีวิตประจำวันให้กับพวกนักศึกษาต่างชาติ คืองบตรงนี้ Include เข้าไปในส่วนของ Tuition fee อยู่แล้ว ทีนี้เราก็หยิบนู่นหยิบนี่ได้หมด
รีวิวเมือง Brisbane
Namwan: ถ้าเทียบกับที่ไทย ที่ Brisbane ก็อากาศดีค่ะ แต่ก็ยังร้อนอยู่นะ แต่เดี๋ยวช่วงเย็นอากาศก็จะเย็นขึ้น มันร้อนแสบมากที่นี่ พี่ดำขึ้นมาก (หัวเราะ) แต่ว่าอากาศโอเคกว่าที่ไทย อย่างการเดินทางที่นี่ก็ดีกว่า อยู่ไทยพี่ไม่เคยใช้รถสาธารณะ พี่มีรถส่วนตัว แต่พอมาอยู่ที่นี่ ถึงจะไม่มีรถส่วนตัวแต่ก็รู้สึกว่าอยู่ได้ ใช้รถสาธารณะเป็นหลัก เพราะรถสาธารณะมันค่อนข้างครอบคลุมด้วย แล้วที่ Brisbane ค่ารถน่าจะถูกกว่าทุก ๆ ที่ เพราะค่ารถรอบละ 50 Cent (0.50 AUD) ไปไหนก็ได้ แต่มันจะคิดถึงเมืองไทยตรงที่ใช้ชีวิตได้ 24 ชั่วโมง แต่ที่ออสเตรเลียทุกอย่างมันปิดไวมาก ชีวิตกลางคืนไม่มีเลย (หัวเราะ)
มีประสบการณ์ Culture Shock อยากแชร์เพิ่มเติมมั้ย
Namwan: สิ่งที่รู้สึก Culture Shock ด้วยความที่เราคนไทยและไม่เคยเรียนเมืองนอกเลย ดังนั้นการอยู่ Share House เป็นประสบการณ์ประหลาด ตอนที่เราอยู่ไทยก็อยู่คอนโดคนเดียวไม่เคยต้องแชร์อะไรกับใคร การมาอยู่ที่บ้าน Share House เลยเป็น Culture Shock นิดนึง คือเราต้องอยู่ร่วมกับคนอื่น มันก็ต้องเรียนรู้การตั้งกฎระเบียบร่วมกัน ต้องคุยต่อรองกัน ต้องรู้จักรักษาความสะอาด เราจะทำตามใจตัวเอง 100% ไม่ได้แล้ว เพราะว่ามันไม่ใช่ห้องเราแค่คนเดียว มันมี Share Room ที่เป็นพื้นที่ส่วนกลางที่เราต้องใช้ร่วมกันกับคนอื่น แต่โอเค เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ได้เรียนรู้ แล้วก็ Shape เราด้วยในแง่นึง ให้เรารู้จักการอยู่ร่วมกับคนอื่นมากขึ้น อย่างบ้านที่พี่อยู่ปัจจุบัน มีเพื่อนโคลัมเบียกับเพื่อนฟิลิปปินส์ 2 คน ก็จะต้องมาคุยกันว่า เราทำเสียงดังมั้ย เราลืมเก็บอะไรหรือเปล่า แล้วบ้านค่อนข้างจะเป็นระเบียบมาก สะอาดเลย
แชร์พิกัดซื้อของทำอาหารเอเชียหน่อย
Namwan: พี่มีแหล่งซื้อกับข้าวอาหารเอเชียแถว Inala Plaza Market เปิดวันเสาร์-อาทิตย์ อยู่ไกลจากที่นี่โดยนั่งรถบัสประมาณ 30-40 นาที ออกจากเมืองไปเลย ตลาดตรงนั้นมันก็จะมีพ่อค้าแม่ค้าชาวเอเชีย มีร้านไทยด้วยร้านนึง นอกจากนั้นก็จะเป็นร้านของคนเวียดนาม เค้าก็ขายผักขายของของเอเชีย ไปที่นั่นก็รู้สึกดีในแง่ที่ว่า เราคิดถึงความเป็นเอเชีย ความวุ่นวายของ Asian Culture มันจะได้ความรู้สึกอีกแบบนึงที่ต่างกับที่ Brisbane เหมือนอยู่คนละโลกเลย ไปซื้อกับข้าวทำกินเองก็ช่วยประหยัดได้เยอะ (ยิ้ม)