Hands On Blog | บล็อคเพื่อการเรียนต่อสหราชอาณาจักร

| หมวดหมู่ Student Blog

แท็ก : , , , , ,

18 December 2019

University of Southampton ก็อยู่ Top 20 แล้วมันเปิดสาขา Digital Marketing เป็นที่แรกๆ ของอังกฤษ ก็เลยคิดว่าการเรียนการสอนเค้าน่าจะคงที่แล้ว คงมีการปรับแก้หลักสูตรมาแล้ว ส่วนเมืองก็เป็นเมืองไม่เล็กไม่ใหญ่ไป สรุปก็เลยลงตัวที่นี่ค่ะ” – จั๊บ, University of Southampton

แนะนำตัวหน่อย เรียนคอร์สอะไรอยู่คะ

ชื่อจั๊บนะคะ เรียนปริญญาโท Digital Marketing ที่ University of Southampton ค่ะ

ก่อนหน้านี้ทำอะไรมา ทำไมถึงอยากเรียนคอร์สนี้

ก่อนหน้านี้เรียนจบคณะ MIS (Management Information System) มันอยู่ในคณะบริหารธุรกิจของจุฬาฯ ค่ะ พอเรียนจบจริงๆ ก็จะเป็นงานสาย IT เกี่ยวกับพวก IT audit อะไรแบบนี้ แล้วพอเราไปฝึกงานแล้วเราก็รู้สึกว่าไม่ชอบ เพราะรู้สึกชอบด้าน Marketing มากกว่า พอเรียนจบปุ๊ปก็เลยไปทำงานสาย Digital Marketing ของบริษัท Start-up แห่งนึงค่ะ ก็ทำพวก Facebook ads อะไรแบบนี้ค่ะ แล้วรู้สึกชอบ แต่เราไม่มีพื้นฐานด้านการตลาด ก็เลยอยากหาเรียนปริญญาโทด้านนี้เพื่อให้เรารู้ด้าน Marketing มากขึ้น คือเราพอจะมีประสบการณ์ด้าน Digital Marketing แล้ว แต่อยากรู้ว่าเวลาเค้าทำแพลน เค้าทำ Marketing strategy เค้าทำยังไงค่ะ ก็เลยหาคอร์สเรียนที่เป็นปริญญาโทด้าน Digital Marketing แล้วก็ไปปรึกษาพี่โทนี่ที่ Hands On ว่ามันมีมหาวิทยาลัยไหนบ้างที่เปิดสอนด้านนี้ เพราะสาขานี้มันก็ใหม่ ไม่ได้มีทุกมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนค่ะ

Preparation

ก็มีปรึกษาเอเจนซี่นะคะ ตอนแรกมีคุยหลายที่เหมือนกัน เคยคุยกับที่นึง แต่เค้าคิดตังค์ ค่าอะไรก็ไม่รู้ของเค้า เค้าบอกว่าเก็บก่อน แต่ถ้าเราดีลกับมหาวิทยาลัยได้แล้วเค้าจะคืน แล้วเราก็ไม่ค่อยสะดวกเพราะเราก็ยังไม่ชัวร์ว่าจะอยู่มหาวิทยาลัยไหนหรือจะเข้าอะไร ก็เลยไม่ได้คุยกับเค้าต่อค่ะ

แล้วรู้จัก Hands On ได้ยังไง

เพื่อนแนะนำค่ะ เพื่อนที่เรียนอยู่ที่นี่ปีที่แล้ว แล้วเค้าเคยปรึกษากับพี่โทนี่ด้วย เป็นเพื่อนที่จุฬาฯ เหมือนกันค่ะ เค้าก็บอกว่าพี่โทนี่แนะนำดี แล้วก็ฟรีด้วย แล้วเค้าก็ให้ไลน์มาคุย เราก็ลองไลน์ไปทักเค้าว่าเค้าจะรับมั้ย แต่พี่เค้าก็โอเคให้คำแนะนำ ช่วยเหลือค่ะ

การบริการจาก Hands On

ตอนแรกก็ไปแบบ blank เลยเพราะไม่รู้จะเรียนอะไร บอกแค่ว่าหนูน่าจะอยากเรียน Marketing ไม่ก็ Digital Marketing ประมาณนี้ค่ะ พี่โทนี่ก็ส่งลิสต์มหาวิทยาลัยที่มีสาขาที่เราอยากเรียนมาให้ รู้สึกว่าจะมีประมาณ 6 มหาวิทยาลัยได้ค่ะ แล้วเราก็ไปหาข้อมูลต่อว่า ranking ของแต่ละมหาวิทยาลัยเป็นยังไง เพราะว่าก็ไม่ได้รู้จักชื่อครบทุกที่ค่ะ ก็ไปหาข้อมูลต่อเองด้วย เพราะพี่โทนี่ก็แนะนำว่าให้ไปดูด้วยว่าชอบเมืองไหน คือเหมือนไปดูเบื้องต้นมาแล้วค่อยมาคุยกันต่อค่ะ หลักๆ ก็ดู ranking มหาวิทยาลัย ดูเมืองว่าอยู่ที่ไหนยังไงเพราะเราก็ไม่เคยมาอังกฤษมาก่อนค่ะ

ก่อนหน้านี้มีคิดมั้ยว่าถ้าไม่ใช่อังกฤษ อยากไปเรียนต่อประเทศอะไร

มีตอนแรกจะไปไอร์แลนด์ค่ะ เหมือนมีพี่เคยมาเล่าว่ามันจะได้วีซ่าอยู่ต่อได้ยาว ทำงานต่อได้อะไรงี้ค่ะ แต่สุดท้ายคุณพ่อก็บอกว่าถ้าจะไปก็ไปอังกฤษเลย ตอนคุยกับพี่โทนี่ก็เลยตัด choice ไอร์แลนด์ไป คุยแค่อังกฤษค่ะ

ก่อนบินมาได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของ Hands On บ้างมั้ย เช่น Pre-departure

ไม่ได้ไปเลยค่ะ เพราะว่าทำงาน ตอนนั้นเพิ่งลาออกก่อนบินแค่เดือนเดียวเลยไม่มีเวลาไป แต่ว่าพี่โทนี่ก็ส่งมาให้ตลอด แนะนำว่าจะมีอย่างนั้นอย่างนี้ คือไม่ได้ไปแต่ก็ได้ข้อมูลมาตลอดจากพี่โทนี่ค่ะ

 

Why University of Southampton?

ก็ดูเมืองค่ะหลักๆ เลย แล้วก็ rank มหาวิทยาลัยด้วย แล้วตอนนั้น University of Southampton ก็อยู่ Top 20 แล้วมันเปิดสาขานี้เป็นที่แรกๆ ของอังกฤษ ก็เลยคิดว่าการเรียนการสอนเค้าน่าจะคงที่แล้ว คงมีการปรับแก้หลักสูตรมาแล้ว ส่วนเมืองก็เป็นเมืองไม่เล็กไม่ใหญ่ไป แล้วก็ไม่ได้เงียบไปค่ะ อากาศก็ไม่น่าหนาวเท่าเมืองทางเหนือค่ะ

สนใจเรียนต่อ University of Southampton  ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเรียนต่อและคำปรึกษาฟรี คลิก

Pre-sessional Course

เรียนค่ะ 11 weeks ก็เข้มข้นมาก มันเหนื่อยกว่าเรียนโทอีกนะเพราะว่ามันเรียนทั้งวันอ่ะ ตั้งแต่ 9 โมงถึง 4-5 โมง เรียน 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งมันไม่ชินเลย แล้วก็มีการบ้านทุกวัน มีสอบ Pre-test ก่อนเรียนด้วย แล้ววิธีการเขียนของที่นี่กับที่ไทยมันก็ไม่เหมือนกัน พวกโครงสร้างการเขียนหรือการเขียนอ้างอิงต่างๆ ต้องเริ่มต้นด้วยประโยคแบบไหน ตรงกลางเป็นยังไง แล้วต้องสรุปยังไง คือเค้าจะมี structure ค่ะ แล้วคือหนูเรียนหลักสูตรไทยมาตลอดก็เลยต้องปรับตัวเยอะมาก แต่รู้สึกว่ามันได้ประโยชน์มากๆ ตอนมาเรียนโท เพราะเหมือนเราก็ได้ฝึกเขียนมาตั้ง 3 เดือนแล้ว พอมาเรียนจริงเวลาเขียน essay ส่งก็ชินไปแล้วค่ะ ถ้าคนที่เพิ่งมาแล้วไม่ได้เรียน Pre-sessional เค้าก็จะงงๆ หน่อยว่าจะต้องเริ่มเขียนยังไง reference ทำยังไงเขียนยังไง

บรรยากาศตอนเรียน Pre-sessional เป็นยังไงบ้าง นอกจากเราได้ปรับตัวกับเนื้อหาเข้มข้นแล้ว เราได้ปรับตัวเข้ากับเมืองยังไงบ้าง

เราก็จะมีเวลาไปท่องเที่ยวในเมือง รถอะไรไปทางไหน มีเวลาให้หลงค่ะ ได้เรียนรู้เมือง แล้วก็ได้รู้จักเพื่อนก่อน อย่างเพื่อนในคลาสตอนเรียน Pre-sessional ก็เป็นเพื่อนที่เรียน Digital Marketing หมดเลย 11 คน คือคลาสเล็กๆ อาจารย์จะจำหน้าได้ทุกคนค่ะ

 

Digital Marketing

เทอมแรกก็จะเรียนพื้นฐาน Marketing เลย พอเทอม 2 ก็จะเจาะลึกไปทางด้าน Digital เช่น Web analytics, Google Ads ก็รู้สึกว่าเทอมแรกจะเป็นอะไรที่ใหม่สำหรับเรา เพราะเราไม่มีพื้นฐานด้าน Marketing แต่ว่าพอเทอม 2 ก็จะเป็นแบบที่เคยทำงานมาแล้วบ้าง ก็สามารถเอาประสบการณ์การทำงานมาใช้ได้บ้าง จั๊บรู้สึกว่าเป็นข้อดีสำหรับการที่เรามีประสบการณ์การทำงานมาก่อน

ที่เราเรียน Management Information System มา มันช่วยเราเรื่อง Digital มั้ย

ช่วยเยอะเหมือนกัน พวกเขียนเวปไซต์อะไรแบบนี้ ภาษาคอมพิวเตอร์ จริงๆ เราจะไม่รู้ว่าภาษาคอมหรือ logic ของคอมพิวเตอร์มันเป็นยังไง แต่พอเราเรียนมาเราก็เข้าใจ เช่น Logic ของภาษา C สเต็ป 1, 2, 3, 4 จะต้องเป็นยังไง สมมุติว่าเราจะเอา tracking ใน Google Analytics ไปติดหลังบ้าน เราก็จะเข้าใจแล้วว่าคำว่า Backend ของเค้าคำอะไร Database คืออะไร มันทำให้เรารู้ศัพท์เฉพาะแล้วก็รู้ process การทำงานของ Programmer เค้าทำอะไรบ้าง แล้วเราเป็น Digital marketer เราจะเข้าไปแทรกตรงไหนได้บ้าง เราจะ support เค้าหรือให้เค้า support ได้ยังไงบ้าง มันก็ช่วยได้เยอะ แล้วอย่างวิชาเรียนอย่างเขียนเวปไซต์ ถ้าไม่มีพื้นฐานมาเลยมันก็ยากมากเพราะมันต้องเริ่มจากศูนย์ แต่เราพอเข้าใจกับ logic ของมันมาบ้างแล้ว เราก็ไปรื้อๆ แกะๆ นิดนึง

การเรียนการสอนของที่นี่

มีงานกลุ่ม งานเดี่ยว สอบไม่ค่อยเยอะค่ะ จะมีแค่ตัวเดียวตอนเทอม 1 ที่เป็นวิชา Customer insight นอกนั้นจะเป็นเขียน essay ส่งหมดเลยทั้งงานกลุ่มงานเดี่ยว

ส่วน Presentation มี 2 วิชาค่ะในเทอมแรก วิชานึงเป็นพรีเซนต์หน้าห้องปกติ แล้วอาจารย์ก็จะ discuss ในห้อง อ๋อ อีกอย่างนึงคืออาจารย์เค้าต้องการให้เราตอบคำถามในห้อง สมมุติเวลาเราพรีเซนต์ เราต้องรู้จริงๆ อ่ะ เค้าจะคาดหวังว่าเราจะเป็น expert ด้านนี้แล้วในเรื่องที่เราไปค้นคว้ามา มันจะไม่ใช่แค่ตามสคริปท์แล้วเค้าจะหยุดถาม เค้าก็จะเจาะเราไปเรื่อยๆ เราก็มีตอบผิดนะแต่ไม่เป็นไร เพราะเค้าแค่อยากจะรู้ว่าเรารู้ลึกแค่ไหน ในการประเมิณของเค้าคือเค้าสอนทฤษฎี แต่สิ่งที่เค้าถามตอนเราพรีเซนต์คือมันไม่ได้เกี่ยวกับทฤษฎีอะไรในห้องเรียนเลย คือเค้าคาดหวังว่าเราจะไปวิเคราะห์ ไปหาเพิ่มเติมมาแล้วค่ะ ส่วนอีกวิชานึงจะเป็นพรีเซนต์แบบให้เราอัดเป็นวิดีโอ เหมือนให้เราทำยังไงก็ได้ให้มันน่าสนใจเพราะมันเป็นวิชา Marketing communication เหมือนเน้นการสื่อสารให้น่าดึงดูด โดยให้อัดเป็นวิดีโอ 15 นาที นานมาก แล้วภาษาเราก็ไม่ได้แข็งขนาดนั้น คือต้องจำสคริปท์ยาวๆ เพราะว่าถ้าอ่านสคริปท์ก็จะโดนหักคะแนนค่ะ อันนี้ก็ค่อนข้างยากนิดนึงเหมือนกัน

สนใจเรียนต่อ University of Southampton  ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเรียนต่อและคำปรึกษาฟรี คลิก

เพื่อนๆ ในห้องเป็นยังไงบ้าง คนไทยเยอะแค่ไหน

คนไทยเยอะมาก คือเป็นคณะที่คนไทยเยอะเป็นอันดับหนึ่งเลยมั้งที่นี่ คนจีนน้อยกว่าอ่ะ คือคนไทยมาอยู่ที่นี่ประมาณ 100 กว่าคน เยอะมากแล้วนะคะในมหาวิทยาลัยที่เป็นเด็กป.โท ก็ร้อยกว่าคนนะ แล้ว Digital Marketing ก็ประมาณ 30-40 คนได้แล้วอ่ะ หัวดำทั้งห้อง มีอาจารย์หัวทองอยู่คนเดียว หลักๆ ก็จะเป็นเด็กไทย เด็กจีน คนอังกฤษไม่ค่อยมี อินเดียมีบ้าง แล้วก็ยุโรปประเทศอื่นประมาณคน 2 คน

คิดว่าคนไทยเยอะๆ ในห้องมันมีข้อดีข้อเสียยังไงบ้าง

ข้อดีเวลาทำงานมันเข้าใจกัน คุยกันง่ายอ่ะ มีวิชานึงที่อาจารย์เค้าจับกลุ่มให้ก็จะคละๆ ประเทศกัน แต่ว่าถึงแม้ว่าจะคละแล้วก็จะมีคนไทยอยู่ประมาณ 2 คนในกลุ่มตลอด เพราะคนไทยเยอะ แต่ว่าความแตกต่างเลยคือเวลาเราทำงานกับเพื่อนต่างชาติ ด้วยความแตกต่างทางภาษาด้วยแหล่ะ บางทีเค้าอาจจะไม่ใช่คน Native เค้าก็อาจจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้คล่องเหมือนกัน แล้วก็สำเนียงต่างกันก็อาจจะคุยกันยากนิดนึง แต่เรื่องวิธีการคิด วิธีการทำงานก็จะต่างกัน บางทีคุยกันแล้วก็ไม่เข้าใจกันสักที คุยกัน 2-3 อาทิตย์กว่าจะได้เริ่มงานที มันก็ยากกว่าค่ะ สมมุติคนไทยคุยปุ๊ปๆๆ มันทำได้เลยเพราะสไตล์มันเหมือนกัน

แต่ข้อเสียคือเราไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ อย่างเวลาทำงานกลุ่มกับคนไทยล้วนเลย มันก็คุยกันภาษาไทยอยู่แล้ว มันเหมือนเรียนที่ไทยเลยแหล่ะ แต่มันก็ได้ฝึกสกิลการฟังกับการเขียนเยอะขึ้นค่ะ ก็พัฒนาค่อนข้างไวในการมาเรียนที่นี่

University of Southampton

มหาวิทยาลัยมันก็มีครบทุกอย่างนะคะ  Gym ที่นี่ก็มีแต่ต้องจ่ายเงินเป็นรายปี แต่ราคาก็จะถูก อย่างห้องสมุดก็ดีค่ะ มีหนังสือเยอะมาก มีประมาณ 6-7 ชั้น ที่นั่งก็เยอะ มีห้องถ่ายเอกสารอะไรก็ครบ อย่างโรงอาหารเราก็จินตนาการเหมือนที่ไทยเนอะว่ามีร้านให้เลือกเยอะ แต่ที่นี่ก็คือน้อยมาก มีประมาณ 3 ร้านแล้วทุกร้านก็จะขายเหมือนเดิมทุกวัน อาหารเค้าจะน้อยไม่ค่อยหลากหลายเหมือนบ้านเรา

Thai Society in Southampton

มันเหมือนเป็นชมรมแหล่ะ แบบส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่น แต่ไม่ได้เป็นชมรมที่ขึ้นกับมหาวิทยาลัย คือเด็กไทยตั้งกันขึ้นมาเอง เพื่อให้รวมๆ กัน อยากให้ทุกคนรู้จักกัน หลักๆ ก็ไม่ได้ทำอะไรมากก็รวมเพื่อนให้ทำกิจกรรม อย่างจั๊บตอนมาถึงแรกๆ งี้ Committee ปีที่แล้วเค้าก็พาไปซื้อของ พอไปดูเมือง แนะนำว่าต้องนั่งรถตรงไหนไปยังไง ก็เหมือนแนะนำการใช้ชีวิต ซึ่งมันก็รู้สึกว่าง่ายขึ้นค่ะ ทำให้รู้สึกว่ามาคนเดียวก็ไม่เหงาเพราะมันมีเพื่อนคนไทยที่ทำให้เราอุ่นใจขึ้นได้บ้าง เหมือนเราอยู่ต่างบ้านต่างเมืองอย่างนี้เนอะ แล้วเราก็รู้สึกว่ามันดีอ่ะที่มีคนที่รู้สึกว่าอยากจะช่วยเรา มันเป็นน้ำใจที่เรารู้สึกว่าขอบคุณมากเลย ก็เลยอยากมาช่วยทำต่อในปีนี้ค่ะ

ทำกิจกรรมอะไรอีกบ้าง

มาถึงแรกๆ ก็พอไปเดินดูเมือง ชอปปิ้ง แนะนำการใช้ชีวิต มีขอห้องในมหาวิทยาลัยเลยเปิดเป็น presentation เล่าให้ฟังละเอียดยิบ ใครสงสัยอะไรต้องการความช่วยเหลือด้านไหนก็ช่วยกันได้หมด แล้วก็มีเป็นกิจกรรม First meet เป็นปาร์ตี้ให้ทุกคนมาเจอกันค่ะ สำหรับใครที่สนใจก็มาปาร์ตี้กินข้าวเย็น สังสรรค์กัน ระหว่างนั้นก็จะมีทำ Dissertation workshop คือเรามาแบบนี้ก็ไม่เคยทำ dissertation มาก่อน ก็มาเล่าให้ฟังว่ามันคืออะไร มีเชิญอาจารย์ที่เป็นคนไทยที่เค้าเคยอยู่ที่ SOTON แล้วก็มีอาจารย์คนไทยจากที่อื่นด้วยมาช่วยเล่า ช่วยแชร์ข้อมูลต่างๆ คือพอเรียนกับมหาวิทยาลัยก็จะต้องคุยกับอาจารย์ภาษาอังกฤษเนอะ แล้วบางทีเราอาจจะไม่กล้าถาม แต่นี่คือพอเราคุยกับอาจารย์ไทย เราก็เข้าใจมากขึ้น แล้วก็กล้าถามมากขึ้นค่ะ แล้วก็จะมีกิจกรรมที่ใกล้จะถึงนี้ค่ะเป็นกิจกรรม Farewell เลี้ยงส่งก่อนกลับไทย ก็ประมาณนี้ค่ะ ก็อยากจะให้ทุกคนมารวมตัวกัน สร้าง connection เหมือนเรามาเรียนที่นี่ด้วยกันแล้ว กลับไทยไปก็เผื่อจะช่วยเหลืออะไรกันได้ด้วย รู้จักกันไว้ก็ดีค่ะ แล้วก็มีดีลกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วยค่ะ เค้ามีกิจกรรมอะไร อยากให้ทำอะไร เค้าก็จะติดต่อมาทาง Committee เราก็จะช่วยกระจายข่าว

Southampton

ติดทะเลที่เล่นไม่ได้ มันเหมือนเป็นท่าเรือ ไม่ค่อยได้ไปเจอทะเลเท่าไหร่นะคะ แต่ในตัวเมืองก็โอเคคือมีทุกอย่างเลย ที่ให้ชอปปิ้งก็มี Zara, H&M มีหมด ห้างก็จะมีแค่ 1-2 ห้างไม่ได้เยอะ แต่ว่ามันเป็นความไม่พลุกพล่านอ่ะ สงบ ไม่ค่อยมีอะไรน่ากลัว จริงๆ ก็ชอบที่นี่นะคะ ขายของ (หัวเราะ) เท่าที่คิดเองนะ เมืองที่มันใหญ่กว่าเรามันจะวุ่นวายกว่านี้ แล้วจะปวดหัว ไปเที่ยวได้แต่ให้อยู่คงไม่มีความสุขอ่ะ แบบวุ่นวาย โหวกเหวก ส่วนเมืองที่เล็กกว่าเราก็เงียบไปเลย เดินไปแล้วสงสัยว่าที่นี่มีคนอยู่มั้ย แต่ที่นี่คือเห็นคนเดินไปมา ไม่วุ่นวาย ไม่เงียบเกินไป เหมือนอยู่เชียงใหม่คือมีทุกอย่าง คนใจดี

ชอบอะไรที่สุดใน Southampton

คือโดยรวม Southampton อยู่สบาย ชิล ไม่ต้องไปแย่งชิงกับใคร แต่อาหารก็ไม่ได้มีให้เลือกเยอะ แต่ถ้าอยากกินอะไรก็สามารถนั่งไปลอนดอนได้ประมาณ 2 ชั่วโมง มันก็ไม่ได้นานเกินไป เดินทางง่าย มีรถไฟ มีรถบัสไปได้หมดค่ะ

เรื่องอาหารการกินหรือ supermarket เป็นยังไงบ้าง

มีครบทุกอย่างค่ะ Marks & Spencer, Sainsburys, Asda ก็ซื้อของสดมาทำกับข้าวได้ แต่ร้านอาหารจีนจะเยอะ มีทุกที่ อาหารไทยมีประมาณ 3-4 ร้าน

การปรับตัว การมาใช้ชีวิตที่อังกฤษเป็นยังไงบ้าง

สำหรับจั๊บไม่ค่อยเยอะมาก ตอนเราเรียนที่ไทยก็อยู่คนเดียวอยู่แล้ว แต่จะปรับตัวเรื่องการต้องทำอาหารกินเอง เพราะว่าอาหารที่นี่มันแพงแล้วก็ไม่ถูกปากเราเท่าไหร่ด้วย

ตอนอยู่ที่ไทยจะไม่ค่อยได้ทำเพราะเวลาซื้อกินมันจะถูกกว่าทำกินเองคนเดียว แต่อยู่ที่นี่ซื้อมาทำเองมันก็ถูกกว่า สมมุติว่าซื้ออาหารสดสัปดาห์ละ 30-40 ปอนด์ก็อยู่ได้แล้วค่ะ ไม่รวมพวกขนม

สนใจเรียนต่อ University of Southampton ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเรียนต่อและคำปรึกษาจากพี่ๆ Hands On ตัวแทนมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการประจำประเทศไทย คลิก

Go to top