Hands On Blog | บล็อคเพื่อการเรียนต่อสหราชอาณาจักร

| หมวดหมู่ Student Blog

แท็ก : , , , , ,

12 July 2019

“ต้องบอกก่อนว่า International Marketing Management เหมาะกับคนที่ไม่มีพื้นฐานด้าน Marketing แล้วก็ได้เรียนทุกแขนง ทุกสาขา ซึ่งมันก็มีส่วนช่วยในการตัดสินใจอีกทีนึงตอนที่เราไปทำงานว่าเราอยากเป็น Specialist ด้านไหน” – Cream, International Marketing Management

แนะนำตัวเองให้เรารู้จักหน่อยค่ะ

ชื่อครีมนะคะ ตอนนี้ก็เรียนอยู่ที่ University of Leeds มาเรียนปริญญาโท สาขา International Marketing Management

ทำไมถึงเลือกเรียนสาขานี้

ก่อนหน้านี้ครีมเรียนเศรษฐศาสตร์ที่จุฬาฯมาก่อน หลังจากเรียนจบก็ไปทำงานด้าน Human Resource Development มา 1 ปี แต่รู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยตรงสายเท่าไหร่ คือถ้าย้อนไปตอนเรียนเศรษฐศาสตร์ก่อน ครีมเหมือนเรียนเกี่ยวกับพวกเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม มันจะคล้ายกับพวก Consumer behavior ค่ะ เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมก็จะเรียนกว้างกว่านั้นคือศึกษาพฤติกรรมของคนทุกๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การนั่ง หรือการใช้ชีวิตค่ะ ก็เรียนแล้วก็รู้สึกว่าสนุกดีนะ มันไม่ตายตัวดี ซึ่งตอนนั้นครีมก็ไม่มั่นใจว่ามันคล้ายกับการมาทำ Human Resource Development หรือเปล่าเพราะว่าเราก็ต้องศึกษาคนในองค์กร แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาเค้าตามจุดเด่นของเค้าแบบนี้ ก็เลยลองไปทำงานด้านนี้ดู แล้วหลังจากที่ทำงานดูก็รู้สึกว่ามันมีความต่างกันอยู่ เพราะว่าพอครีมไปอยู่ในองค์กรจริงๆ ก็ค่อนข้างจะต้องทำตามแบบแผนที่เค้าคิดเอาไว้แล้ว เช่น ให้ Training ตามโปรแกรมนี้ก็ควรจะต้องไปในทิศทางแบบนี้ อาจจะไม่มีอิสระในการที่เราไปทำด้าน Marketing จริงๆ ที่เราสามารถตัดสินใจว่าเราอยากจะเกาะเทรนด์แบบไหนหรืออยากสร้างเทรนด์แบบไหนขึ้นมาจริงๆ ในสังคม ก็ทำให้รู้สึกว่าอยากไปเรียนต่อด้าน Marketing แล้วกัน จะได้ความรู้เพิ่มขึ้นและได้ใบปริญญาที่สามารถทำให้เราไปสมัครงานด้านนี้ต่อได้ค่ะ

ทำไมถึงเลือกเรียนต่อที่อังกฤษ

จริงๆ จะว่าตามเทรนด์ทุกคนก็ได้ เพราะตอนเลือกอังกฤษก็มีในใจอยู่ส่วนนึง เงื่อนไขหลักๆ ก็คือที่อังกฤษเรียนแค่ปีเดียวค่ะ ก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้เสียเวลานะ เรียนปีเดียวจบเลย ก็เลยเลือกที่อังกฤษก่อนแต่เรื่องมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้โฟกัสว่าเป็นมหาวิทยาลัยไหนเป็นพิเศษค่ะ

การเตรียมตัว

อย่างแรกครีมก็มีไปถามเพื่อนที่เคยไปเรียนต่อต่างประเทศก่อนค่ะ ก็มีถามหลายคน มีทั้งที่เคยไปเรียนต่อที่จีน อเมริกา หรืออังกฤษ ว่าส่วนใหญ่ใช้เอเจนซีไหนกัน เพื่อนก็แนะนำว่าตอนที่เพื่อนสนใจอยากไปเรียนต่อที่อังกฤษก็มาปรึกษาพี่ที่ Hands On แล้วก็บอกว่าพี่เค้าอ่ะ nice มากเลยนะ เพราะพี่เค้าก็จะถาม criteria เราก่อนว่าสนใจด้านไหน เกรดเป็นยังไง แล้วพี่เค้าก็จะให้รายละเอียดมา ซึ่งเพื่อนก็บอกว่าพี่เค้าให้คำแนะนำแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายเลยนะ ครีมก็เลยรู้สึกสนใจเลยไปติดต่อสาขาที่ใกล้ครีมที่สุดก็คือ สาขาสีลม

การบริการจาก Hands On

ก็เจอพี่แฮคเป็นพี่ที่ดูแล เค้าก็เริ่มจากการถามเราว่าลักษณะเราเป็นคนยังไง ชอบศึกษาด้านอะไร ถามเกรดเฉลี่ยเรา ถามว่าเราจบอะไรมา จากนั้นพี่เค้าก็จะให้ลิสต์ของมหาวิทยาลัยที่เราสามารถไปศึกษาต่อได้ ให้เรามาลองเลือกเองดูก่อน ค่อยๆ ตัดสินใจดู

จริงๆ ครีมก็คิดเหมือนคนทั่วๆ ไปว่าคิดไปเองหรือเปล่าว่าไม่เสียตังค์ สุดท้ายจะต้องเสียหรือเปล่า ครีมก็เลยคิดว่าเพื่อนเคยบอกว่าไปครั้งแรกไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไร ก็เลยลองมาดูก่อนเพราะว่าไม่ได้เสียหายอะไร แต่กลายเป็นว่าตลอดทุกขั้นตอนที่มาเรียนต่อที่นี่ พี่แฮคก็ยังให้คำแนะนำมาเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

เคยถามว่า “พี่แฮค มันไม่มีค่าใช้จ่ายจริงๆ หรอ หรือว่ามันไม่มีค่าธรรมเนียมในส่วนนี้จริงๆ หรอ” พี่แฮคก็บอกว่าไม่ต้องเสียอะไรเลย เพราะว่าที่นี่เป็นองค์กรที่ให้คำปรึกษาน้องๆ ที่จะไปเรียนต่ออยู่แล้ว

เลือกเอเจนซีอย่างไร

หลังจากที่ครีมไปคุยกับทาง Hands On หลังจากนั้นก็มีงานของทาง British Council ที่เค้าจัดให้มีหลายเอเจนซีเข้ามาร่วมในงาน ครีมก็มีลองไปคุยกับเอเจนซีอื่นบ้าง แต่รู้สึกว่าการ approach หรือการถามข้อมูลหน้างานตรงนั้นมันไม่ได้ตรงกับที่เราอยากได้เท่าไหร่ พี่บางคนเค้าอาจจะแค่ถามเฉยๆ พอเราไม่ตรง criteria ปุ๊ป หรือพอเราบอกว่าเราเรียนมาไม่ตรงสาย พี่เค้าก็บอกว่าอาจจะไม่ได้นะคะน้อง หรือไม่ได้ให้คำแนะนำในส่วนที่ครีมอยากได้ว่า ถ้าเรียนไม่ตรงสาย ครีมควรจะไปโฟกัสยังไงดีคะพี่ หรือมีมหาวิทยาลัยไหนมั้ยที่เค้าไม่แคร์เรื่องเรียนไม่ตรงสาย ซึ่งพี่เค้าก็ตอบแค่ว่าถ้าน้องเรียนไม่ตรงสายก็อาจจะยื่นไม่ได้นะคะ ครีมก็เลยรู้สึกว่าโอเคงั้นเรากลับมาโฟกัสที่เอเจนซีเดียวคือที่ Hands On ดีกว่า

สนใจเรียนต่อ University of Leeds ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเรียนต่อและคำปรึกษาฟรี คลิก

International Marketing Management

เราก็จะได้เรียนตามที่เราเห็นใน Course syllabus ที่อยู่ในหน้าเวปไซต์เลยค่ะ ต้องบอกก่อนว่า International Marketing Management เหมาะกับคนที่ไม่มีพื้นฐานด้าน Marketing แล้วก็ได้เรียนทุกแขนง ทุกสาขา ซึ่งมันก็มีส่วนช่วยในการตัดสินใจอีกทีนึงตอนที่เราไปทำงานว่าเราอยากเป็น Specialist ด้านไหน ครีมก็รู้สึกว่าทั้งระบบในการสอนก็ค่อนข้าง Professional เหมือนกัน แต่เหมือนสิ่งนึงที่ไม่ได้ตรงตามที่คิดไว้ก็คือคนที่มาเรียน Marketing มันเยอะ คลาสเรียนเลยใหญ่มาก ส่วนใหญ่ที่ได้เรียนก็อาจจะเป็นห้อง Lecture ซึ่งตรงนี้อาจจะเป็นที่ความคิดครีมเองที่คิดว่ามาเรียนแล้วอาจจะได้เรียนคลาสเล็กๆ เยอะหน่อย แล้วมีโอกาสได้คุยกับเพื่อนต่างชาติเยอะ แต่เหมือนเพื่อนที่มาเรียนส่วนใหญ่ก็เป็นคนเอเชียค่ะ โอกาสที่จะได้ฝึกภาษาก็อาจจะน้อยกว่าที่คิดไว้แค่นั้น แต่จริงๆ ถ้าถามในส่วนที่พี่ๆ Hands On แนะนำมา ทั้งเรื่องเมืองเป็นยังไง ใกล้มหาวิทยาลัยมาก ใกล้ City center มาก อันนี้ก็คือจริงตามที่พี่เค้าบอกไว้ ในเรื่องของร้านอาหาร การหาวัตถุดิบในการทำอาหาร ก็ตรงตามที่เค้าบอกเลยค่ะ อยู่เมืองนี้ก็ไม่เหงาค่ะ ก็มีเพื่อน ถ้าอยากกินอาหารไทยก็มีร้านให้กิน ก็รู้สึกโอเค บรรยากาศมันดีอย่างที่คิดไว้ ไม่วุ่นวายเกินแล้วสิ่งแวดล้อมหรือว่าอากาศก็ดีจริงๆ มันก็เลยโอเค รู้สึกว่าเลือกถูกแล้ว

วิชาที่ชอบ

ถ้าในส่วนเนื้อหา จริงๆ ส่วนที่ชอบกับส่วนที่จะไปต่อมันคนละวิชากัน คือวิชาที่ชอบจะเป็นวิชาที่ชื่อว่า Marketing Communications ที่ชอบเพราะว่าอาจารย์ที่สอนจะเป็นคนที่ค่อนข้างตลก แล้วก็มักจะมีตัวอย่างอะไรมาเปิดให้ดูประกอบกับเนื้อหาที่เรียน มีการใช้ภาพ ใช้คลิปวิดีโอเพื่ออธิบายให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นค่อนข้างเยอะค่ะ ก็ทำให้รู้สึกว่าเรียนแล้วไม่น่าเบื่อแล้วทำให้เราจำได้ง่ายขึ้นด้วยว่าเราเรียนเรื่องอะไรไป นอกจากนี้อาจารย์ก็ยังมีมุกตลกแล้วก็มีอัพเดทเทรนด์ในปัจจุบันให้ฟังด้วย แต่ในด้านความชอบของครีม ครีมก็ไม่เชิงที่จะสนใจจะไปทำด้านโฆษณาหรือโปรโมชั่นเพื่อไปดึงดูดลูกค้า แต่ครีมอยากทำในส่วนของเป็น Planner วางแผนอีเว้นท์ วาง Storyboard ในการทำอีเว้นท์ในแต่ละครั้ง ซึ่งวิชาที่ตรงก็จะเป็นพวกวิชา Marketing strategies ก็จะเรียนไปทางด้านทฤษฎีไปซะเยอะค่ะ ในการวางแผนทำอีเว้นท์หรือทำการตลาดว่าควรจะเริ่มจากเก็บข้อมูลยังไงบ้าง แล้วก็ช่วง timeline ที่ต้องการจะปล่อยเป็นยังไงค่ะ

บรรยากาศในการเรียน

ก็อย่างที่บอกไปว่าคลาสที่เรียนมันค่อนข้างจะเป็นคลาสใหญ่ เป็นห้อง Lecture เพราะฉะนั้นเวลาที่เราเรียนจริงๆ เราอาจจะไม่กล้าที่จะยกมือขึ้นถามเพราะอาจจะติดที่ไทยมา ว่าแบบยกมือแล้วดูอวดเก่ง ก็แบบเงียบๆ แล้วกันแม้ว่าจะรู้หรือไม่รู้คำตอบเราก็จะไม่กล้า แต่ว่าที่นี่ดีตรงที่เค้าจะมี section ของ Seminar class ค่ะ ซึ่งเป็นคลาสที่มีแค่ 6 กลุ่ม ในห้องนั้นจะมีเรียนแค่ 30 กว่าคนต่อรอบ แล้วใน section นั้นอาจารย์เค้าก็จะเปิดกว้างมากในการถาม-ตอบคำถาม สมมุติว่าอาทิตย์นี้เค้าจะมีการบ้านว่าให้ไปอ่าน Case study มาก่อน ก็ไปอ่านมาแล้วเค้าก็จะถามความคิดเห็นเราว่าคิดว่ายังไง สงสัยอะไรมั้ย หรือว่าใครมีคำถามในห้อง Lecture แต่ไม่กล้าถามก็สามารถไปเจอกันในห้อง Seminar ได้นะ ซึ่งครีมก็มีเพื่อนบางคนที่มีปัญหาในเรื่องของการเรียน เช่น การอ่านหรือการเขียนที่เค้าจะค่อนข้างกังวล อย่างการเขียน essay นี่เค้าก็จะค่อนข้างกังวลว่าไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงดี แล้วเกณฑ์คะแนนที่นี่ก็ค่อนข้างยากสำหรับเด็กเอเชีย เพื่อนเค้าก็มีไปถามว่าควรจะเริ่มเขียนยังไงดี ควรจะโฟกัสอะไรก่อน ซึ่งอาจารย์เค้าก็แนะนำแล้วก็ยินดีให้ความช่วยเหลือ หรือบอกให้ส่งอีเมลไปหาก็ได้นะจะได้นัดเวลา หรือจะคุยหลังคาบ Seminar ก็ได้ ก็รู้สึกว่าถ้าเรากล้าที่จะไปขอความช่วยเหลือ อาจารย์ที่นี่เค้าก็พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือตลอดเวลาค่ะ

เพื่อนๆ ก็เฟรนลี่ คนจีนเยอะมาก ตอนแรกครีมก็มีบ่นกับพี่แฮคว่าคนจีนเยอะมากเลยเนอะ แบบ 80% เป็นคนจีน ซึ่งพี่แฮคก็บอกว่าถ้าเป็นคอร์ส Business ก็เป็นเรื่องปกติเพราะเด็กเอเชียส่วนใหญ่จะชอบมาเรียน Business course ถ้าเกิดไปเรียน Engineer ก็จะเจอฝรั่งเยอะกว่า แล้วก็ตอนแรกที่เข้าไปก็ช็อคนิดนึงเพราะที่นี่เค้าจะมีให้ทำงานกลุ่ม แต่กลุ่มเค้าจะเป็นแบบสุ่ม เค้าอยากให้คละเชื้อชาติกัน ซึ่งในกลุ่มตอนแรกที่เค้าคละให้จะมีคนยุโรปอย่างน้อย 1-2 คน แล้วบางกลุ่มอาจจะจำเป็นที่มีคนจีนสัก 3 คนเพราะว่าจำนวนเค้าเยอะมาก แล้วก็มีคนไทย 1 คน ซึ่งก็เป็นครีมเองแล้วตอนแรกที่เข้าไปก็รู้สึกช็อคเพราะคนจีนส่วนใหญ่เค้าจะติดคุยกันเป็นภาษาจีน ซึ่งก็กังวลมากแล้วก็แอบเครียดนิดนึงว่าทำไมเค้าไม่คุยภาษาอังกฤษกันเลย เวลาคุยงานจะทำยังไง แล้วบางทีเค้าก็แบบพูดแล้วไม่อธิบายเรา แล้วเราจะเข้าใจหรอว่าเราจะช่วยเค้ายังไง ก็เลยปรึกษาเพื่อนว่าบอกเค้าเลยดีมั้ยว่าให้ช่วยคุยเป็นภาษาอังกฤษหน่อย ซึ่งพวกเค้าก็ฟังแล้วก็โอเค เหมือนแค่บอกเค้าตรงๆ ไป เค้าก็ยินดีที่จะพูดเป็นภาษาอังกฤษ มันก็เลยทำให้บรรยากาศการเรียนในห้องและการอยู่กับเพื่อนดีขึ้นเยอะ

สนใจเรียนต่อ University of Leeds ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเรียนต่อและคำปรึกษาฟรี คลิก

University of Leeds

Facilities อย่างแรกถ้าเป็นเรื่อง Facilities ในห้องเรียนก่อน ส่วนใหญ่คลาสที่ครีมเรียนจะเป็น 9 โมงเช้า มันจะทำให้มีบางคนที่มาเรียนไม่ทัน แต่ข้อดีของที่นี่คือเค้าจะมีการถ่ายคลิปวิดีโอเก็บไว้ค่ะ ทำให้เรากลับเข้าไปดูคลิปนี้จากเวปไซต์มหาวิทยาลัยได้ โดย Log in จากรหัสของเรา เรียกได้ว่าสามารถกลับไปเรียนย้อนหลังหรือเรียนออนไลน์ได้สำหรับคนที่ไม่สะดวกมา

Library เรื่องห้องสมุด ก็มีทั้งห้องสมุดที่แบ่งออกเป็นโซนทั่วไปที่จะนั่งอ่านหนังสือยังไงก็ได้ หรือจะเป็นห้องประชุมที่เราสามารถจองห้องแล้วสามารถใช้จอทีวีในห้องเปิดเพลงหรือเปิดอะไรกับเพื่อนก็ได้ นอกจากนี้ก็จะมีเป็นโซนเงียบ ที่เราสามารถเลือกเข้าไปโซนนั้นแล้วปลีกวิเวกไปอยู่คนเดียวก็ได้เหมือนกัน นอกจากนี้ในตัวห้องสมุดเองเนี่ย จะมีห้อง Group Room ที่เราสามารถประชุมงานกับเพื่อนได้ ก็ยังมีทั้ง silent mode รวมถึงยังมีโซนที่เรียกว่า Academic Skill ที่เปิดโอกาสให้เด็กที่อาจจะอยากพัฒนาความสามารถด้านภาษาอังกฤษ ไปเรียนรู้ในด้านการอ่าน การฟัง การเขียน ได้อีกด้วยค่ะ

Gym ส่วน Gym ก็มีเหมือนกันค่ะ ถ้าเป็นนักเรียนที่นี่แล้วชอบออกกำลังกายมากๆ ก็ไม่ต้องห่วงเลยเพราะสามารถสมัครเป็นทั้งรายเดือน รายปี แล้วไปเล่นได้ตลอดค่ะ ก็เป็นราคาพิเศษสำหรับนักเรียนด้วย Facilities ข้างในก็มีครบค่ะ

University of Leeds สมาชิกกลุ่มมหาวิทยาลัย The UK’s Russell Group กลุ่มมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหราชอาณาจักร

กลุ่มนักเรียนไทยที่ University of Leeds

ที่มหาวิทยาลัยก็มี Thai society ใช่มั้ยคะ คือจริงๆ ครีมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมาก แต่ดีอย่างนึงคือเพื่อนที่อยู่ใน committee ก็จะคอยอัพเดทข่าวให้ตลอดในกรุ๊ปไลน์ ซึ่งก็คอยเตือนเป็นระยะๆ ไม่กระทั่งส่งมาว่าอย่าลืมจ่ายค่าเทอมกันนะ ก็รู้สึกว่าสังคมของคนไทยที่นี่ค่อนข้างจะสนิทกัน

 

Living in Leeds

Leeds

เมืองลีดส์เนี่ยจริงๆ เป็นเมืองที่เล็กมาก ก็คือตัวมหาวิทยาลัยอยู่ใกล้กับ city center เลย เพราะงั้นเวลากลับจากเรียนเนี่ย ไม่มีอะไรทำปุ๊ป ครีมก็สามารถเดินแค่ประมาณ 10 นาทีเข้าเมืองมาได้เลย มาซื้อของ ซึ่งในเมืองเนี่ยก็มีทั้ง shop เสื้อผ้า หรือว่าร้านขายของเอเชียก็มีหมดเลย ก็เลยรู้สึกว่าแทบจะไม่รู้สึกต่างกับอยู่ที่ไทยเลยจริงๆ ค่ะ

กิจกรรมนอกห้องเรียนเราทำอะไรบ้างคะ

ก็มีตีแบด แล้วก็มีพวกกิจกรรมที่ Thai society จัด เช่น Thai night ก็มีไปปาร์ตี้บ้าง ก็สนุกดีไม่เหงา อย่างบางคนที่มาเรียนคนเดียวแล้วรู้สึกว่าไม่รู้จะไปไหน พารากอนก็ไม่มี ห้างก็ปิดตั้งแต่ 2 ทุ่ม นอกจากนี้ครีมก็มีทำงานพิเศษที่ร้านอาหารไทยเหมือนกัน ซึ่งที่นี่สามารถใส่เสื้อยืดสีดำแล้วก็ใส่ผ้าใบได้ ครีมก็ได้ไปทำก็สนุกดี ได้ฝึกภาษาอังกฤษบ้าง ได้ฝึกฟังด้วยเพราะบางทีลูกค้าฝรั่งเค้าก็พูดเร็ว เราก็ต้องคอยฟังให้ได้ว่าเค้าสั่งอะไร พอไปทำงานครีมก็ได้เจอเพื่อนเยอะขึ้นแล้วที่สำคัญก็ได้เงินไว้ไปเที่ยวด้วย

แนะนำน้องๆ หน่อยที่สนใจมาเรียนต่อ UK แต่ยังไม่รู้จะเริ่มยังไง

Cream: ครีมคิดว่าอย่างแรกก็คงเหมือนที่ครีมทำค่ะ ก็คือถามเพื่อน เหมือนที่ครีมถามเพื่อนว่าจะทำยังไงแล้วเพื่อนก็แนะนำให้ไปหาเอเจนซีมั้ย ซึ่งตอนนั้นก็เป็น Hands On ก็รู้สึกว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี บางทีการที่เราไปถามคนอื่นว่าให้มองจากมุมมองว่าเราชอบทำกิจกรรมแบบนี้ เกรดประมาณแบบนี้ แล้วเราก็อยากไปศึกษาเพิ่มเติมเนี่ย พี่เค้าก็อาจจะให้คำแนะนำในการเรียนได้เยอะขึ้น ถึงแม้ว่าตอนที่เราไปปรึกษาเราอยากเรียน Marketing เราอาจจะได้มุมมองอื่นว่ามันอาจจะมีคณะอื่นที่เหมาะกับเรามากกว่า ก็อาจจะทำให้เรารู้จักตัวเองได้มากขึ้นแล้วก็ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรก็ไม่ต้องกลัวเลย ครีมคิดว่าก้าวแรกที่สำคัญคือลองไปปรึกษาเอเจนซีดู มันก็เป็นทางเลือกที่ดีเหมือนกันที่ให้คนที่เชี่ยวชาญจริงๆ มาไกด์เรา มาบอกเราว่าเราสามารถที่จะไปทางไหนต่อได้บ้าง แล้วเราก็เป็นคนมาตัดสินใจเองว่าเราจะเอายังไง หลังจากที่เราเลือกมหาวิทยาลัยได้แล้ว การเตรียมเอกสารมันก็อาจจะวุ่นวายนิดนึง แต่พอเราไปปรึกษาเอเจนซีแล้วก็ทำให้เราวางใจตรงนี้ไปได้เยอะเลย ทำให้การที่เราตัดสินใจไปเรียนต่อมันง่ายขึ้น แล้วก็ราบรื่นขึ้นด้วยค่ะ

สนใจเรียนต่อ University of Leeds ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเรียนต่อและคำปรึกษาจากพี่ๆ Hands On ตัวแทนมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการประจำประเทศไทย คลิก

Go to top