Hands On สาขาสีลมปิดทำการวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2562 / Hands On สาขาชิดลม ปิ่นเกล้า และพระราม 2 ปิดทำการวันที่ 16 กรกฎาคม 2562

Hands On Blog | บล็อคเพื่อการเรียนต่อสหราชอาณาจักร

| หมวดหมู่ Student Blog

แท็ก : , , , , , , ,

28 June 2019

“MBA ที่นี่เน้นเรื่องประสบการณ์การทำงาน ผสมการทำ workshop และ simulation game ครับ เราจะได้คิด วิเคราะห์สิ่งที่ทำมาทั้งหมดว่าเวิร์คไหม สามารถพัฒนาตรงไหนได้บ้าง สนุกมากครับ” – Job, MBA

แนะนำตัวให้เรารู้จักหน่อยค่ะ

Job: ชื่อจ๊อบครับ ตอนนี้ก็เรียน MBA ที่ Aston University

ทำไมถึงเลือกเรียน MBA

ตอนแรกปรึกษาทางบ้านแล้วก็ญาติๆ ว่าอยากมาเรียนโทแล้วเรียนเกี่ยวกับด้าน Business แล้วทีนี้เนี่ยพวกเค้าก็แนะนำให้เรียน MBA เพราะมันเป็น core ของ Business จริงๆ แล้วผมอยากจะเรียน MSc Marketing ตอนนั้นก็ปรึกษากับพี่นุ้ย พี่นุ้ยก็หาให้หลายมหาวิทยาลัยอยู่เหมือนกัน สุดท้ายแล้วคุยกับญาติๆ ที่เรียนโทสายบริหารมาทั้งหมด พวกเค้าก็บอกว่าเรียน MBA ดีสุด ก็เลยตัดสินใจมาเรียน MBA ครับ ตอนมาตอนแรกก็เลือกไว้หลายมหาวิทยาลัย แล้วผมมีเพื่อนที่เรียนอยู่ที่ Leeds ก็บอกว่าเอา Aston มั้ย ที่นี่ MBA ดีนะ ทุกคนก็บอกแบบนี้หมดก็เลยลงตัวที่นี่ครับ

ก่อนหน้านี้ทำงานมาก่อนหรือเปล่าคะ

ทำงานมาก่อน ประมาณ 2 ปี จริงๆ MBA ที่ Aston เค้า require ประสบการณ์การทำงาน 3 ปีครับ แต่ตอนสมัครก็พิมพ์บอกเค้าไปว่าขอโอกาส แล้วเค้าก็ให้ (ยิ้ม)

การบริการจาก Hands On

ตอนนั้นก็ถามเพื่อนก่อน ตอนที่เพื่อนแนะนำมาก็บอกว่า Hands On ไม่เสียตังค์นะ ดีด้วย ไวด้วย ก็เลยลองติดต่อมาครับ ตอนนั้นผมมาเรียนภาษาที่เมือง Leeds อยู่

พี่นุ้ยช่วยเยอะมากครับ ผมก็ติดต่อกับทาง Hands On เรื่องส่งเอกสารสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัย ก็คือจะส่งเป็นอีเมลทั้งหมด บางทีที่เมืองไทยดึกแล้ว พี่นุ้ยก็ยังโทรมาหา คุยด้วยตลอด ซึ่งจริงๆ ก็เป็นเวลาที่พี่เค้าเลิกงานแล้วแต่พี่เค้าก็ยังติดต่อมา ช่วยเหลือตลอดเลยครับ ตอนที่ผมลังเล พี่นุ้ยก็ช่วยผม บอกให้ผมอธิบายสิ่งที่อยากทำออกมาจริงๆ ค่อยๆ คุยกัน เตือนสติผมไม่ให้ผมไปเชื่อคนอื่นทั้งหมด อยากให้ไตร่ตรองดีๆ ก่อนเพราะมันคือการลงทุนครั้งนึงในชีวิต เพราะตอนแรกผมบอกว่าอยากไปดูบอลอย่างเดียว (หัวเราะ)

คือพี่ๆ Hands On เค้าก็ถามเลยว่าจุดประสงค์ที่จะไปเรียนเนี่ยตั้งใจจะไปเรียนอะไร อยากไปเรียนแนวไหน เหมือนกับค่อยๆ ไล่ไปทีละ step ก่อน แล้ว scope มันก็จะค่อยๆ แคบลงเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วถ้าจะเอาเรียนสาย Business ชัวร์ๆ ก็จะต้องเป็น MSc ไม่ก็ MBA ส่วนใจผมเองเลยตอนแรกอยากเรียน Digital marketing แต่พอคุยไปคุยมา เอาข้อมูลแต่ละที่มาให้เปรียบเทียบ มีปรึกษาเพื่อนด้วย เพื่อนก็มีผลค่อนข้างเยอะในการมาที่นี่เพราะเพื่อนก็เคยมาเรียนโทที่นี่ สุดท้ายเพื่อนก็บอกว่าถ้าจะเรียน MBAให้เอา Aston เพราะที่นี่ดีสุด

สนใจเรียนต่อ Aston University ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเรียนต่อและคำปรึกษาฟรี คลิก

Pre-sessional Course

ตอนเรียนพรีก็จะรู้สึกแปลกๆ หน่อยเพราะเค้าจะสอนค่อนข้างพื้นฐานมาก แต่ผมก็เข้าใจว่าพื้นฐานของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน อาทิตย์แรกก็จะสอนเหมือนระดับประถม แล้วก็ค่อยเป็นมัธยม หลังๆ ก็ค่อยเป็นระดับมหาวิทยาลัย ผมว่ามันก็ดีแต่ว่าอาทิตย์แรกก็จะน่าเบื่อนิดนึงครับ

เนื้อหาที่เรียน Pre-sessional เค้าจะเน้นคำว่า Critical thinking ตั้งแต่วันแรกที่ไปเรียนเลย เค้าก็จะสอนแนวให้อ่านบทความแล้วมานั่งสรุปเอาเอง เค้าก็จะสอนว่าถ้าเป็นบทความแนวนี้ จะต้องสรุปเป็นแนวไหนอะไรแบบนี้ครับ ถ้าในเรื่องการจด short note อะไรพวกนี้สำหรับผม ผมคิดว่าไม่ได้ช่วยอะไรเยอะ แต่ที่ช่วยเยอะก็จะเป็นพวกสรุปแล้วมาเขียน Paraphrase เอง อันนั้นก็ได้ฝึกเยอะ เพราะโดยส่วนตัวแล้วผมได้ writing มาน้อย

 

MBA

MBA ที่นี่เน้นเรื่องประสบการณ์การทำงาน ผสมการทำ workshop และ simulation game ครับ เราจะได้คิด วิเคราะห์สิ่งที่ทำมาทั้งหมดว่าเวิร์คไหม สามารถพัฒนาตรงไหนได้บ้าง สนุกมากครับ

บรรยากาศในการเรียน

บรรยากาศการเรียน เพื่อนๆ ก็ค่อนข้างจะซีเรียสส่วนนึงครับ ตอนเข้ามาเรียนแรกๆ ผมก็จะปรับตัวไม่ค่อยทัน อย่างวิชาที่เรียนวันแรกเลยก็จะเป็น Finance ผมก็จะอึ้งๆ งงๆ คือวันแรกอาจารย์ที่สอนก็บอกว่าเค้าไม่ได้เจาะจงเนื้อหา เค้าจะสอนเกี่ยวกับจำลองสถานการณ์ (simulation) จะแบ่งแต่ละกลุ่มออกเป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับหุ่นยนต์ แล้วก็มี Finance statement ของปีก่อนมาให้ หลังจากนั้นเราก็จะต้องมาวิเคราะห์ว่าจะจ้างพนักงานเพิ่มกี่คน จะปรับเปลี่ยนอะไรยังไงบ้าง จะสั่ง materials อะไร เป็นต้น ซึ่งในกลุ่มผมไม่มีคนจบ Finance มาเลยก็จะอึ้ง เอ๋อๆ กันหมด  แล้วก็คิดว่าทำแค่คาบแรกคาบเดียวแล้วจบ แต่จริงๆ คือมันจะส่งผลต่อทุกอาทิตย์ถัดๆ ไปเลย ก็ต้องคอยปรับไปเรื่อยๆ คอยพัฒนาก็เหมือนเรียนไปแล้วก็ทำ workshop ไปในตัว

ปรับตัวในการเรียน

ครั้งแรกก็มั่วไปก่อน ครั้งที่สองก็ Google ครับ ก็หาข้อมูลก่อนมาเรียน อาจารย์เค้าก็จะสอนไปทีละ step แล้วสิ่งที่เค้าสอนก็จะเชื่อมโยงกับเนื้อหาที่จะเอามาใช้ในการบริหารบริษัท แต่พูดตรงๆ ว่าตอนผมมาเทอมแรก ผมก็ยังไม่ค่อยรู้ภาษาอังกฤษมากเท่าไหร่ ก็จะมีปัญหานิดนึงก็ต้องกลับไปนั่งศึกษาเพิ่มเอง ช่วงแรกๆ ก็ติดขัด คะแนนของกลุ่มก็จะ drop ลงไปหน่อยนึง หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ไต่ขึ้นมาครับ

พื้นฐานทางด้านวิศวะของเรา มาช่วยอะไรในการเรียน MBA บ้าง ?

ช่วยเยอะครับ ผมจบวิศวะโยธามา อย่างเทอมนี้จะมีเรียนพวก Operation management หลักๆ จะเป็นเกี่ยวกับพวกขั้นตอนในการทำงานพวกโรงงานต่างๆ จะมีเอา tools ต่างๆ มาใช้ แล้วจะพัฒนา performance ของ process ให้มันดีขึ้นยังไง อันนี้มันก็จะตรงกับสายงานที่เรียนเลย มันก็จะนึกภาพง่ายกว่าวิชาอื่นๆ ที่เคยเรียนมา

เรียนรู้จากประสบการณ์การทำงานของเพื่อนๆ ในห้อง

มีแชร์ไอเดียกันครับ อย่างเทอมแรกเลยเนี่ยมีเพื่อนคนนึงที่เค้าจบทางด้านกฎหมายมา พวก logic เกี่ยวกับพวกบริหารเค้าก็จะมีไม่ได้เยอะ ตอนทำงานกลุ่มก็ต้องอธิบายตรงนี้ให้เค้าเข้าใจเยอะ พอเราอธิบายไปบางทีเค้าก็จะเข้าใจไปเป็นอีกแบบนึง เค้าก็จะคิดไม่เหมือนเรา เราก็ต้องสอนแล้วก็อธิบายให้เค้าเข้าใจด้าน business มากขึ้น ในทางกลับกันเพื่อนคนนั้นเค้าก็จะมีนำเสนอว่าทำไมไม่เขียน details ตรงนี้ๆ ไปด้วย เพราะเหมือนกับสายกฎหมายเค้าค่อนข้างจะละเอียดใช่มั้ยครับ ก็จะความคิดกันคนละแบบ เราก็จะได้ความคิดจากเค้าตรงนี้มาด้วยเหมือนกัน นอกจากนี้ก็ยังมีเพื่อนที่เป็น HR ตอนที่เรียน Finance เทอมแรกที่มีการทำสถานการณ์จำลอง (Simulation) ที่เป็นบริษัทแล้วต้องบริหารหลายๆ ส่วน อาทิตย์แรกเลยเนี่ยผมก็ไม่รู้ว่าสาย HR จะต้องทำอะไรบ้าง เค้าก็จะให้เลือกบทบาทว่าจะเป็น Finance, HR, Marketing ฯลฯ ก็ไปปรึกษาเพื่อนที่เคยทำงานด้าน HR มา เค้าก็มีอธิบายให้ฟังว่าการเพิ่มคนหรือลดคน เพิ่มเงินเดือน ลดเงินเดือน มันก็มีผลต่อพนักงานโดยรวมว่าเค้ารู้สึกยังไงต่อองค์กรทั้งหมด เพื่อนก็อธิบายให้ผมฟังมาด้วยว่า HR ไม่ใช่แผนกที่รับคนเข้ามาทำงานเฉยๆ นะ มันจะต้องมีเรื่องเทรนล่วงหน้า พัฒนาคนในองค์กรยังไง ทำยังไงให้คนในองค์กรเค้า moral สูงเพราะไม่อย่างนั้นเค้าก็จะไม่อยากอยู่ในองค์กร

ส่วนตัวผมเองส่วนมากจริงๆ ไม่ได้เอาเรื่องวิศวะไปแชร์ครับ จะแชร์เรื่องการทำ Business model ไปหาข้อมูลมาอธิบายให้เพื่อนฟัง หรืออิงจากธุรกิจที่บ้านครับ

สนใจเรียนต่อ Aston University ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเรียนต่อและคำปรึกษาฟรี คลิก

Aston University

มหาวิทยลัยดูแลดีมากครับ ที่สำคัญมหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้ในการพัฒนาตัวเอง

ทั้งได้รับโอกาสการเรียนแบบ double degree แล้วก็มีการพัฒนาในเรื่องของ

การหางานทำที่นี่ด้วยครับ

ยังมีเรื่องของ exchange programme ที่นักศึกษาที่นี่สามารถลงเรียนกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่เป็นพันธมิตรกับ Aston University ได้ด้วย แบบฟรีนะครับ มหาวิทยาลัยออกค่าเรียนให้ เราออกแค่ค่าเดินทางกับค่ากินอยู่เท่านั้นเอง ผมว่าคุ้มมาก มีให้เลืองลงโปรแกรมนี้ตลอดปีเลยครับ

Live in the UK

Thai society ของเราเป็นยังไงบ้าง

ที่นี่ก็จะเน้นอยู่กันน้อยๆ ครับ เทอมแรกก็มีนัดปาร์ตี้กันบ้างแต่ไม่ได้เยอะครับ เพราะน้องบางคนก็ต้องปรับตัว บางคนก็เป็นคนที่เคยเรียนที่นี่มาอยู่แล้ว ส่วนมากก็จะรวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ นัดกินข้าวตอนเย็น ทำอาหาร แต่ก็รักกันดี มีอะไรก็ช่วยเหลือกันครับ

Birmingham

ถ้าให้เปรียบเทียบความแตกต่างเลยมันชัดเจนมากว่า Birmingham มันเป็นเมืองใหญ่กว่า แล้ว facilities ต่างๆ มันเยอะกว่ามาก

ปรับตัวในการใช้ชีวิตที่นี่ก็ไม่ยากครับ ปกติผมจะนั่งรถบัสเป็นหลัก ถ้าไม่อยากรอก็เรียก Uber ครับ เรื่องอาหารการกินก็เน้นทำอาหารกินเองครับ ก็ประหยัดกว่าเยอะ ทุกวันนี้ผมทำไก่ต้มกับผักต้มกินเองครับ มันไปชดเชยเพื่อได้ไปกิน Ben & Jerry’s กับ Häagen-Dazs ราคาถูกได้ทุกวันครับ เพราะว่าไอศกรีมที่นี่มันถูกเวลาลดราคาจะเหลือประมาณ 2.5 ปอนด์ คือเมืองไทยมันซื้อไม่ได้ราคานี้ครับ ผมก็เลยกินตุนไว้ก่อนกลับเมืองไทยครับ (หัวเราะ)

แต่ถ้าเทียบเรื่องค่าครองชีพผมว่า Birmingham อาจจะสูงกว่าที่ Leeds แต่ผมว่าที่ Birmingham มันดีนะครับ เพราะเมืองเนี่ยสามารถนั่ง Tram ออกไปที่อื่นได้ ตัวเมืองก็เป็นใจกลางของ UK เลยก็ไปเที่ยวง่ายครับ ไปไหนก็สะดวก

Accommodation

ผมอยู่หอในครับ ก็ดีครับ ผมว่าส่วนนึงก็เป็นเรื่องดวงด้วยนะว่าจะได้เพื่อนดีหรือไม่ดี อย่างผมเนี่ยได้เพื่อนดีเป็นคน สเปน อารบิก จีน ก็ผลัดกันยืมของได้ แล้วทุกเดือนก็จะมีนัดกินกันในแฟลต ห้องพักก็ดี สะดวกสบาย แต่รู้สึกว่าห้องน้ำกับตู้เสื้อผ้าเล็กไปหน่อย

เล่าเรื่องฟุตบอลบ้าง

ตอนที่ตัดสินใจเลือกจะเรียนต่อรู้เลยครับว่าอยากเรียนอังกฤษ อยากมาดูบอล (ยิ้ม) เพราะจริงๆ แล้วผมชอบฟุตบอลอยู่แล้วด้วย ทุกวันนี้ก็เหมือนมีบ้านอยู่ลิเวอร์พูลครับ ไปดูบอลตลอดเกือบ 10 แมตช์แล้วครับ

ปกติผมจะโชคดีที่รู้จักกับพวกแอดมินเพจ บางทีมีตั๋วหลุดเค้าก็จะหามาให้ บางแมตช์จริงๆ อาจจะ 200 ปอนด์ แต่ผมอาจได้แค่ 60 ปอนด์ คือเอากำไรแค่นิดๆ หน่อยๆ มันแฮปปี้มากครับเวลาได้ไปดูฟุตบอล

สนใจเรียนต่อ Aston University ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเรียนต่อและคำปรึกษาจากพี่ๆ Hands On ตัวแทนมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการประจำประเทศไทย ฟรี คลิก

Go to top