Hands On Blog | บล็อคเพื่อการเรียนต่อสหราชอาณาจักร

| หมวดหมู่ Student Blog

แท็ก : , , , , , , ,

10 June 2019

“สุดท้ายลงตัวที่ University of Warwick คือตอนนั้นได้ offer จาก Warwick มาเป็นที่สุดท้าย ที่เลือกก็เพราะว่า ranking มันค่อนข้างดีที่สุดในตัวเลือกที่มีอยู่ในตอนนั้น นอกจากนี้ Warwick Business School ก็ค่อนข้างดังมาก หลักสูตรก็ดูท้าทายดี เพราะว่า marketing บางที่เค้าจะเรียนกึ่ง communication ซึ่งเคทเคยเรียนมาแล้ว ก็เลยรู้สึกว่าอันนี้เป็นอะไรที่ลงตัวที่สุดค่ะ” – เคท, University of Warwick

 

แนะนำตัวให้เรารู้จักกันหน่อยค่ะ

ชื่อเคทนะคะ ตอนนี้เรียน MSc Business with Marketing ที่ Warwick Business School ค่ะ

ทำไมถึงตัดสินใจอยากเรียนต่อ

แรงกระตุ้นกว่า 80% มาจากที่บ้านค่ะ ที่บ้านบอกตั้งแต่เรียนจบแล้วว่าให้มาเรียน แต่พอดีว่าได้งานแล้วงานมันค่อนข้างดีมากๆ ก็เลยเลือกทำงานก่อน แล้วมันก็คงเป็นจังหวะชีวิตด้วยที่ได้งานทำงาน แล้วได้โปรโมท ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าอยากทำงานต่ออีกสักแปปนึง พอถึงจุดนึงก็รู้สึกลังเลเหมือนกัน ที่บ้านก็บอกว่ามาเรียนเหอะเพราะจะได้พักด้วย มาใช้ชีวิต คือที่บ้านจะบอกเสมอว่าการมาเรียนต่างประเทศไม่ใช่แค่การมาแล้วก็แค่มาเรียน คือมันก็เหมือนการมาใช้ชีวิต มาพัก ไปเที่ยว เหมือนเป็นการเติบโตอย่างนึง ไม่ใช่แค่มาเพื่อเรียน

พอดีกับจังหวะที่ว่า เราอิ่มตัวระดับนึง คือเคททำงานมาประมาณ 3 ปีครึ่ง แล้วก็อยากจะเรียนอีกมุมนึงบ้าง อยากรู้ว่าด้าน Business เป็นยังไง ที่จริงก็ยังชอบ communication อยู่ แล้วก็ไม่เสียหายอะไรถ้าเราอยากได้ความรู้เพิ่มอีก

ทำไมถึงตัดสินใจเรียนต่อที่อังกฤษ

คืออังกฤษเป็นตัวเลือกเดียวของเคทเลยค่ะ เพราะที่บ้านจบจากอังกฤษกันหลายคน มันก็เลยไม่ยากที่จะตัดสินใจ และเป็นประเทศที่เราชอบอยู่แล้ว ค่อนข้างปลอดภัย แล้วมันมีเมืองให้เที่ยว คือที่มาเรียนที่นี่เพราะถ้าไปเรียนต่อที่อเมริกามันต้องเรียน 2 ปี แล้วก็รู้สึกว่าไม่ได้ชอบเรียนขนาดนั้น (หัวเราะ) ที่มาเรียนอังกฤษก็เพราะเรียนแค่ 1 ปี เราก็ได้ไปเที่ยวประเทศรอบข้างด้วย แล้วในอังกฤษเองเวลาเราไปเที่ยวก็ค่อนข้างง่าย แค่นั่งรถไฟไป มันไม่ต้องขับรถ แล้วก็เหมาะกับไลฟ์สไตล์เราด้วย

สุดท้ายลงตัวที่ University of Warwick คือตอนนั้นได้ offer จากทุกมหาวิทยาลัยแล้ว และ Warwick มาเป็นที่สุดท้าย ที่เลือกก็เพราะว่า ranking มันค่อนข้างดีที่สุดในตัวเลือกที่มีอยู่ในตอนนั้น นอกจากนี้ Warwick Business School ก็ค่อนข้างดังมาก หลักสูตรก็ดูท้าทายดี เพราะว่า marketing บางที่เค้าจะเรียนกึ่ง communication ซึ่งเคทเคยเรียนมาแล้ว ก็เลยรู้สึกว่าอันนี้เป็นอะไรที่ลงตัวที่สุดค่ะ

                University of Warwick 1 ใน 100 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก จาก THE World Reputation และ QS World Ranking

สนใจเรียนต่อ University of Warwick ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเรียนต่อและคำปรึกษาฟรี คลิก

Preparation

เราหาข้อมูลคอร์สที่จะเรียนยังไง

อันนี้ก็ที่บ้านอีกค่ะ คือคุณอาเค้าไปเห็น Hands On แล้วเค้าก็เลยแนะนำ คือเค้าอยากให้เราเรียนต่อตั้งนานแล้ว แล้วก็ไปติดต่อที่ Hands On ตั้งแต่เคทจบปริญญาตรีใหม่ๆ เหมือนเค้าก็ keep in touch แล้วทาง Hands On ก็มีส่งอีเมลมาให้เรื่อยๆ แล้วมันก็มีงานที่แนะนำมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นงาน UK Universities Interview Day เค้าก็เลยบอกให้เราไป ก่อนหน้านี้เคทก็มีติดต่อกับพี่โทนี่ที่สาขาสีลมอยู่แล้วค่ะ แล้วมกราคมปีที่แล้วก็ได้ไปงานของทาง Hands On ไปถึงก็ได้คุยกับหลายมหาวิทยาลัย พอกลับมาก็เลยเริ่มตัดสินใจแล้วไปสอบ IELTS คือจริงๆ เป็นคนที่ทำอะไรช้า เพราะทำงานค่อนข้างหนัก ก็เลยไม่มีเวลาคิดอะไรมากเรื่องเรียนค่ะ ซึ่งพี่โทนี่ก็ช่วยเยอะมาก จริงๆ ต้องขอบคุณ Hands On มากๆ คือเคททำงานหนัก เสาร์อาทิตย์บางทีก็ต้องทำงาน ทำให้ไม่มีเวลาที่จะมานั่งหาข้อมูลเอง ตอนนั้นพอได้ผลคะแนน IELTS เรียบร้อยแล้วก็ยังไม่มีพวก Statement of Purpose หรือ Recommendation letters ซึ่งพี่โทนี่ก็จะเป็นคนคอยจี้ว่าถึงเวลาแล้วนะ เพราะถ้าเราไม่มีคนมาจี้เราก็จะเลื่อนลอยไปเรื่อยๆ แต่ว่าพี่โทนี่เค้าจะคอยไลน์มาบอกว่า “เคท พี่รออยู่ มันต้องยื่นแล้วนะ” มันก็ทำให้เรารู้สึกว่า ตายแล้ว มีคนรอเราอยู่ เราต้องรีบทำ คือถ้าไม่มีพี่โทนี่มาคอยกระตุ้นตอนนั้นก็คงมาเรียนไม่ทันค่ะ

Hands On Education Consultants

อีกอย่างตอนนั้นที่เตรียมตัวเคทก็คุยกับ Hands On ที่เดียวเลยค่ะ เพราะไม่รู้เรื่องอะไรเลยแล้วก็ไม่มีเวลาไปนั่งหาหรือไปคุยกับที่อื่นๆ ด้วย ก็เลยรู้สึกว่าเลือกที่ Hands On เนี่ยแหล่ะ รู้สึกว่าดังด้วย คือเห็นโฆษณาเยอะ เห็นอะไรเยอะ แล้วก็รู้สึกว่าดัง เพราะเคทก็มีเพื่อนรีวิวให้ฟังจากหลายที่ว่าไปกับที่อื่นก็ไม่ได้ดี และที่เลือกที่นี่ก็เพราะสบายใจด้วย ตอนแรกที่ติดต่อที่นี่ด้วยตัวเองนะคะก็แอด LINE ไปก็บอกว่าชื่อนี้นะคะ IELTS เท่านี้ๆ อยากเรียนด้าน Business แล้วเค้าก็บอกว่าเดี๋ยวเค้าโทรกลับ สักพักพี่โทนี่ก็โทรมาค่ะ แล้วตอนนั้นเคทก็ blank มาก ก็รู้แค่ว่าอยากเรียน Business แล้วพี่เค้าก็แนะนำมหาวิทยาลัยเป็นลิสต์ออกมาให้ มันก็เหมือนเป็นจุดเริ่มให้เราไปหาข้อมูลต่อ คือบางอย่างมันต้องมีจุดเริ่มต้นอ่ะ ซึ่งถ้าเราไม่มีเวลาอะไรก็ไม่รู้จะไปเริ่มยังไง

Pre-sessional Course

พอรู้ว่าได้มหาวิทยาลัยแล้วก็ไปลาออกจากที่ทำงานค่ะ เพราะเหมือนอยากพักมาเตรียมตัวด้วย คือจริงๆ IELTS อ่ะผ่านแล้ว แต่ที่บ้านอยากให้มาเรียน Pre-sessional เพื่อจะได้ปรับตัวกับหลายๆ อย่าง ตอนแรกเคทก็ไม่ได้อยากมาค่ะเพราะรู้สึกว่า IELTS ผ่านแล้วจะมาทำไม แต่คือที่บ้านบอกว่าการมาเรียน Pre-sessional มันคือการปรับตัว เพราะการมาเที่ยวกับมาอยู่มันไม่เหมือนกัน ซึ่งตอนนั้นเคทก็คิดว่า หรอออ มันจะไม่เหมือนกันได้ยังไง มันก็แค่การไปต่างประเทศ แต่พอมาอยู่จริงๆ ก็รู้เลยค่ะว่ามันไม่เหมือนกันจริงๆ แล้วการมาเรียน Pre-sessional ก็มีสอน Academic English เช่น พวกการเขียน reference ซึ่งมันมีประโยชน์มากในตอนนี้ที่ทำ assignment ค่ะ คือจริงๆ มาเรียนพรีก็เหมือนการเตรียมตัว เพราะพอเรียนโทจริงๆ เราจะไม่มีเวลามานั่งปรับตัว ไม่มีเวลามานั่งค้นหาว่า Critical thinking ต้องทำยังไง คือแค่ให้เราทำให้ทัน deadline เราก็จะแย่อยู่แล้ว

เพื่อนๆ ช่วงระหว่างที่เราเรียน Pre-sessional เป็นยังไงบ้าง

ดีมากค่ะ เพื่อนที่เรียน Pre-sessional คือกลุ่มเพื่อนที่ยังคบกันอยู่จนถึงทุกวันนี้ ทั้งคนไทยและคนจีน ก็คือสนิทกันมาก นัดกันกินข้าวตลอด กลายเป็น Long-term friendship ไปเลย เพราะว่าช่วงตอนเรียน Pre-sessional เรายังไม่ต้องทำอะไรมาก ก็นัดกันกินข้าว ทำกับข้าว ซักผ้า ไปซื้อของอีเกีย ไปลอนดอน ทำโน่นทำนี่ มันเลยทำให้เราสนิทกัน แล้วคือมันดีที่การเรียน Pre-sessional ที่นี่เค้าจะจัดห้องให้ Business school อยู่ด้วยกัน หรือว่า WMG ก็จะอยู่ด้วยกัน เค้าจะพยายามแบ่งคนที่เรียนเหมือนกันให้อยู่ด้วยกันค่ะ

Business with Marketing

คอร์สนี้เรียนเกี่ยวกับอะไร

จริงๆ Business school ที่เคทเรียนจะเรียกว่า General master มันจะขึ้นต้นด้วย Business with เช่น Business with International Business หรือ Business with Marketing อะไรแบบนี้ แต่ว่ามันก็จะมี Marketing ที่คนฮิตมาเรียนกันจะเป็น Marketing and Strategy หรือว่า Management เค้าก็ดังเหมือนกัน

ด้วยความที่เคทเลือกมาเรียน Business with… ที่เป็น general ก็เพราะว่าเคทจบนิเทศมาแล้วทำงานสายโฆษณา ก็มีได้ทำงานกับทาง marketing ด้วย แต่ไม่มีความรู้ทางด้าน business แบบเจาะลึก คือเหมือนตอนนี้รู้มุมด้าน communication เยอะมาก เพราะว่าก็ทำงานมานานเหมือนกัน ก็รู้ marketing ว่าเค้ามีวิธีการทำงานยังไง แต่อยากจะรู้ว่าในเชิงลึกเค้ามีวิธีคิดยังไง คืออยากจะยืนได้ทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งฝั่ง marketing และฝั่ง communication ค่ะ ก็เลยเลือกมาเรียน Marketing ก็เพราะว่าอยากรู้ให้มันลึกกว่านี้ อยากรู้ให้กลไกและฟังก์ชั่นการทำงานของมันค่ะ แล้วด้วยความที่ Business with มันเรียนพวก grounding business มันก็จะเหมาะกับคนที่ไม่เคยมีพื้นฐานหรือเรียนด้านนี้มาก่อนค่ะ ก็จะมีเรียนพื้นฐานต่างๆ เช่น Finance, Economic ซึ่งก็รู้สึกว่ามันค่อนข้างเป็นประโยชน์ แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยมีพื้นฐานเลย มาแรกๆ ก็อาจจะทรมานนิดนึง แต่มันก็เกี่ยวกับการปรับตัวของแต่ละคนด้วย พอมันผ่านไปได้ก็รู้สึกว่ามันเป็นประโยชน์เหมือนกัน เพราะตอนนั้นที่เคทเรียน Finance ก็รู้สึกเหมือนกันว่า “โอ๊ย ทำไมฉันต้องเรียน” แต่พอมันผ่านไปได้ก็มานั่งคิดว่าเนื้อหาจาก Finance มันก็ลิงก์กับเนื้อหา Marketing ในแง่ของดูกำไรบริษัท หรือช่วยให้เราอ่าน Financial report ได้ถ้าเราอยากจะทำงานทางด้าน Business มันก็เป็นพื้นฐานที่เราควรจะรู้

สนใจเรียนต่อ University of Warwick ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเรียนต่อและคำปรึกษาฟรี คลิก

บรรยากาศในห้องเรียน

อาจารย์ตอนเรียน Pre-sessional ดีแบบดีมาก น่ารักมาก เรียนเสร็จก็ไปนัดกินข้าวด้วยกัน ทุกวันนี้เวลาเจอกันในมหาวิทยาลัยเค้าก็ยังทักทาย คืออาจารย์ค่อนข้างดี น่ารัก supportive มาก แต่ว่าอาจารย์ที่ห้องเรียนปริญญาโทก็จะต่างกันอีกเพราะว่าคนมันเยอะ เค้าก็จะจำชื่อเราไม่ได้ แล้วห้อง lecture มันใหญ่ เราก็จะต้องโฟกัสมากขึ้นเพราะไม่เหมือนห้องตอนเรียน Pre-sessional ที่เวลาเราไม่เข้าใจก็ยกมือ คือชอบอาจารย์ที่ Business school ที่นี่อย่างนึงคือเค้าอัดเทปกับ record หน้าจอไว้ ต่อให้เรามาไม่ทันหรือไม่สะดวกมาเรียนก็สามารถดูย้อนหลังได้ในบางวิชา ส่วนใหญ่ก็ประมาณ 80% นะคะที่เค้าจะทำย้อนหลังไว้ให้ คือถ้าฟังไม่ทัน จดไม่ทัน ก็สามารถไปเปิดดูย้อนหลังได้ มันก็แฟร์ดีสำหรับนักเรียนต่างชาติค่ะ

เรื่อง assignment ที่นี่ก็จะผสมกันระหว่างสอบ งานกลุ่ม หรืองานเดี่ยว มันแล้วแต่ตัววิชา บางวิชาก็อาจจะเป็นงานกลุ่ม 20% สอบ 80% บางวิชาก็ส่งงาน 100% ไปเลยก็มี เค้าก็จะมี deadline ที่มันชัดเจน แต่ว่าที่ทุกคนรู้สึกว่าท้าทายมากก็คืองานกลุ่ม เพราะงานกลุ่มเค้าจะมีแบบสุ่มให้กับจัดเอง แต่ที่ให้เราจัดเองจะเกิดขึ้นน้อยมากเพราะเค้าจะจัดให้ ด้วยความที่มันเป็น Business อ่ะมันต้องทำงานกลุ่มอยู่แล้วในการทำอาชีพของเรา แล้วที่เค้าเลือกให้ เค้าก็ให้เหตุผลว่าในอนาคตเราอาจจะต้องทำงานกับใครก็ไม่รู้ เราก็ต้องเรียนรู้การจะอยู่ร่วมกับคนอื่น ไม่ใช่เลือกจะอยู่แค่เฉพาะเพื่อนตัวเอง ก็มีเรื่องราวมากมายในงานกลุ่มค่ะ ทั้งในตัวเพื่อนมาเล่าหรือว่าเจอเอง ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันทำไมทุกกลุ่มมันต้องมี free rider มันก็จะมีคนที่ไม่ค่อยช่วยงาน

แล้วเราทำยังไง

ก็ต้องแบบสั่งงานให้เค้าทำ แบ่งงานให้ชัดเจน ตอนแรกที่เจอก็เซ็งมาก แต่คนไทยส่วนใหญ่จะทำงาน หลังๆ ก็ต้องสั่งงานให้ชัดเจน แต่มันก็จะมีระบบ peer assessment เหมือนกัน แต่เคทก็ใจดีมากเลยนะ ต่อให้ไม่ทำงานก็ประเมินให้เค้าดีเพราะเรากลัวว่ามันจะกระทบเกรดเค้าไง แต่กะว่าเทอมนี้จะไม่แล้ว ก็ให้รู้กัน (ทำหน้าดุ!)

สิ่งที่เคทคิดว่าท้าทายสุดสำหรับการเรียนที่นี่ก็คืองานกลุ่ม มันเป็นจุดที่พีคจริงๆ ที่นี่ของการเรียนของใครหลายๆ คน

University of Warwick

กิจกรรมนอกห้องเรียน

ที่ Business school ตั้งแต่ตอนเรียน Pre-sessional แล้วค่ะ ทุกวันเสาร์เค้าจะพาไปเที่ยว เราก็แค่ไป sign up เช่น เสาร์นี้ไป Oxford นะ เสาร์นี้ไป Cambridge หรือไป Bristol อะไรอย่างนี้ค่ะ ไปฟรี แล้วช่วงปีใหม่ก็มีไป Christmas market ด้วยความที่เมือง Coventry มันไม่มีอะไรอ่ะ เค้าก็เลยพาไปโน่นไปนี่ ช่วงนี้ก็จะมีเป็นกิจกรรมไปดูโรงงาน Jaguar ด้วยความที่อังกฤษมันมีที่เที่ยวเยอะมาก เค้าก็จะจัดทริปไปเรื่อยๆ ซึ่งบางที่เราไม่คิดจะไปเองอยู่แล้ว เช่น Bletchley park ที่เป็น The Imitation game แต่อันนี้คือไปฟรี เข้าฟรี นอกจากนี้ก็มีให้ไปทำ Team building ที่ Warwick castle ด้วย คือพอไปถึงเค้าก็จะให้จับกลุ่ม แล้วให้อัศวินมาให้ quest เรา คือเราต้องทำงานเป็นกลุ่ม ต้องวางแผน ต้องไปล่าสมบัติแต่ละห้องในปราสาท มันก็สนุกและได้เรียนรู้การอยู่ด้วยกันเป็นทีมค่ะ ก็มีทุกอาทิตย์เลยค่ะ ตอนนี้ก็กำลังจะมี Gala ball

                University of Warwick 1 ใน 10 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดใน UK

Facilities ที่นี่เป็นยังไงบ้าง

ที่ Business school จะมีการบริการที่ดีมาก จะมีช่วยเหลือให้คำปรึกษาการทำ CV ตัวต่อตัวเลยนะคะ ว่าการงานเราในอนาคตจะไปในทิศทางไหนอะไรอย่างนี้ เค้าก็จะให้คำแนะนำในเชิง Business เพราะว่าเค้าก็อยากให้เด็กเค้าไปได้ไกลมันก็จะได้เป็นชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ที่มีแทบทุกอาทิตย์เลยก็พวก Career fair เค้าจะมีแบบ อาทิตย์นี้มี HSBC มาพูด บางทีเค้าก็จะมาพูดให้ความรู้พวกเทรนทั่วไป ด้วยความที่นี่ connection เยอะ เค้าก็จะเชิญแต่ละคนมาพูดให้ความรู้ตลอด อย่างอาทิตย์นี้ก็มี L’Oréal มาพูดเรื่องเทรนการตลาดยุคนี้ ถ้าเราสนใจก็ไปลงชื่อได้ค่ะ

 

Lifestyle

คือตอนแรกที่มากับที่บ้าน ที่บ้านมาส่งแล้วก็อยู่ลอนดอนเที่ยว ใช้ชีวิตสวยงามแล้วก็คิดว่า “เห็นมั้ย บอกแล้วว่ามาเที่ยวกับมาอยู่มันก็เหมือนกัน” (หัวเราะ) แต่พอวันที่ต้องนั่งรถไฟมา Coventry ก็เริ่มรู้สึกถึงชะตากรรมเพราะมันไม่เหมือนที่ลอนดอน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกหนักหนานะคะ มันก็คงไม่แย่ มันอังกฤษอ่ะ แล้วมันจะรู้สึกจริงๆ ตอนที่ที่บ้านกลับแล้ว คือต้องอยู่คนเดียว แล้วไม่มีของอะไรเลย ของในตู้เย็นก็ไม่มี น้ำยาซักผ้าก็ไม่มี เครื่องซักผ้าอยู่ไหนก็ไม่รู้ ตื่นมาก็ไม่มีอาหาร ต้องไปซื้อขนมปัง แล้วก็ยังไม่ค่อยรู้จักร้านค้า เข้าเมืองยังไงก็ไม่รู้ เพราะตอนเรียน Pre-sessional มันต้องอยู่หอใน ตอนนั้นก็รู้สึกว่างงมาก เพราะไม่มีอะไรกิน กระทะก็ไม่มี ตอนนี้คิดไปก็ขำมาก แต่ว่าเพื่อนที่มาเรียนพรีก็จะเป็นเหมือนกัน ก็เหมือนจะนัดกันว่า เช่น วันนี้จะไปซื้อที่ตากผ้า, หม้อหุงข้าว ก็จะตามๆ กันไป คือมันมีเรื่องราวอะไรมากมายมาก ทำให้เราเจอประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ

หนึ่งอาทิตย์ก่อนเปิดเรียน คนที่ไม่ได้เรียนมาเรียน Pre-sessional เค้าก็จะเพิ่งย้ายเข้ามากัน แล้วเค้าไปเหมาของจากใน M&S หมดเลย! จำได้ว่าเคทจะไปซื้อหมูแล้วเดินเข้าไปก็ไม่มีของอะไรเลย มันเป็นไปไม่ได้ มันเหมือนวันโลกาพินาศอ่ะ คือซื้ออะไรก็ไม่มี น้ำเปล่ายังหมด ก็เลยรู้สึกดีใจมากที่มาก่อน เพราะฉันยังมีของอยู่ในตู้เย็นนะ (หัวเราะ) แล้วพอเปิดเรียนจริงๆ ก็คนเยอะมาก ด้วยความที่เราปรับตัวอยู่แล้ว ชีวิตเริ่มลงตัวแล้วว่าจะต้องซักผ้าวันไหน มาขึ้นบัสอะไรยังไง ต้องทำอะไรยังไงบ้าง

Coventry

หลายคนบอกว่าอยู่เมือง Coventry แล้วมันอันตราย แต่ว่าอยู่ทุกที่มันก็อันตรายหมดแหล่ะ อย่างลอนดอนมีเพื่อนเพิ่งไปมาก็โดนล้วงกระเป๋า เราก็ต้องดูแลตัวเอง เวลาเดินในเมืองตอนกลางคืนก็ต้องไม่พยายามทำตัวรวยค่ะ ตอนแรกๆ ที่มาอยู่ใหม่ๆ ก็เจอพวก homeless พุ่งเข้ามาหาเรา แล้วพูดว่า “หนี ฮ่าว” คิดว่าเราเป็นคนจีนแล้วตัวเล็กๆ ตอนนั้นก็ตกใจมาก กลัวเค้าจะมาแทงเรา แต่ปรากฎว่าพออยู่ไปเรื่อยๆ เราก็เรียนรู้ที่จะไม่สนใจเค้า เค้าก็จะอยู่ส่วนเค้า เราก็จะอยู่ส่วนเรา มาตอนแรกๆ ก็จะต้องปรับตัวค่ะ พออยู่ๆ ไปก็จะรู้ว่าแถวไหนไม่ควรไป มันเปลี่ยวๆ

แนะนำน้องๆ ที่สนใจอยากมาเรียนต่ออังกฤษหน่อยค่ะ

เลือกเรียนอย่างที่เราอยากเรียนจริงๆ ค่ะ เพราะสุดท้ายความรู้มันอยู่ที่ตัวเรา คือบางคนที่มาเรียนเค้าอาจจะตัดสินใจขึ้นอยู่กับหลายๆ อย่าง เช่น กระแส ซึ่งมันก็ไม่ผิด แต่ว่าอยากให้เค้าคิดว่าจริงๆ แล้วตัวเค้าชอบอะไร เพราะว่าเค้าก็ต้องอยู่กับสิ่งนั้นค่ะ ซึ่งถ้าเราได้เลือกเรียนสิ่งที่เราชอบตั้งแต่ปริญญาตรีถึงปริญญาโท แล้วถ้ามันมีจุดที่ต้อง suffer มากๆ มันก็จะไม่ suffer มากเพราะมันเป็นสิ่งที่เราชอบ

หลายๆ คนอาจจะบอกว่า Warwick มันอยู่ไกล แต่จริงๆ มันก็ไม่ได้ไกลจากลอนดอนมาก มันก็แค่ชั่วโมงเดียว แล้วก็ไปที่อื่นได้ด้วย เช่น Birmingham, Oxford, Cambridge ได้หลายที่เหมือนกัน ถ้าจะให้แนะนำคนที่ชอบเมืองๆ หน่อย อยู่หอนอกก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่ถ้าไม่ชอบตื่นเช้าก็แนะนำให้อยู่หอในเพราะบางทีบัสมันก็ไม่มาตรงเวลา ส่วนเรื่องมหาวิทยาลัยก็คิดว่า Warwick Business School นั้น ranking ค่อนข้างดีมาก แล้วก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ก็โอเคนะคะ มาเรียนแล้วชอบ ไม่ได้ suffer อะไร

สำหรับการมาเรียนหลักๆ ที่ทำให้โตขึ้นมากๆ ก็คืองานกลุ่มค่ะ บางเทอมได้อยู่กลุ่มดีก็ดีไป แล้วก็มีหลายๆ คนมาถามเยอะมากว่าการที่ทำงานแล้วมาเรียน กับการที่ไม่ทำงานแล้วมาเรียนต่อเลยต่างกันมั้ย คืออันนี้จะตอบไม่ได้เพราะเป็นคนที่ทำงานแล้วมาเรียน จะตอบในมุมคนที่เรียนจบแล้วมาเรียนต่อเลยไม่ได้ แต่ความที่ทำงานมาก่อนแล้วงานมันใกล้เคียงกับสายที่เราเรียนมา มันทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเหมือนกัน แล้วตอนที่ทำงานเราก็เริ่มจะโตขึ้นมาระดับนึงแล้ว เริ่มมีความรับผิดชอบ มีการพรีเซ้นท์งาน มีการพูดคุยกับคนอื่น พอมาเรียนเราเลยมีสกิลในการปรับตัวได้มากขึ้น แล้วอย่างตอนเรียนแล้วมี case study ก็ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นด้วยค่ะ แต่มันจะมีจุดที่ยากคือเราห่างการเรียนมานาน แล้วพอวันที่มีสอบวันแรกก็ตื่นเต้นมาก คือบอกที่บ้านว่าถ้า 6 โมงยังไม่ตื่นให้รีบโทรมาเลยนะเพราะแสดงว่ายังไม่ตื่น พอข้อสอบมาก็ตื่นเต้น กลัว ไม่ใช่กลัวทำไม่ได้ แต่ทำตัวไม่ถูก เช็คว่าเขียน ID ยัง มือถือปิดหรือยัง ตื่นเต้นเว่อร์มากค่ะ ซึ่งน้องๆ ที่จบมาใหม่เค้าก็จะเฟรชมาก มีกิจกรรมอะไรเค้าก็จะเข้าร่วมกันตลอดค่ะ แต่เคทคือไม่ไหวแล้วนะ ถ้านอนไม่พอนี่ไม่ได้นะ (หัวเราะ)

สนใจเรียนต่อ University of Warwick ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเรียนต่อและคำปรึกษาจากพี่ๆ Hands On ตัวแทนมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการประจำประเทศไทย คลิก

Go to top