Hands On Blog | บล็อคเพื่อการเรียนต่อสหราชอาณาจักร

| หมวดหมู่ Student Blog

แท็ก : , , , , , ,

11 October 2018

ส่วนตัวชอบเรื่องเกี่ยวกับร่างกาย อยากรู้ว่าร่างกายมีกลไกการทำงานยังไง เซลล์ทำงานร่วมกันยังไง แล้วก็สนใจเรื่องโรคด้วยว่าแต่ละโรคเกิดจากอะไร พอมาเรียน Biomedical Science ก็เลยตอบโจทย์ตรงนี้ เวลาอ่านหนังสือสอบก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราอ่านเพื่อเอาไปสอบ เหมือนแค่อ่านศึกษาเรื่องนี้ให้ลึกขึ้น อย่างล่าสุดที่เรียนคือเกี่ยวกับโรคค่ะ มีโรคมา 10 กว่าโรค ตอนสอบ อาจารย์ก็ให้เลือกมา 5-6 โรคที่เราสนใจ แล้วศึกษาให้ลึกไปเลย สนุกดีค่ะ”  – ไหม BSc Biomedical Science, University of Hull

แนะนำตัวให้เรารู้จักหน่อยค่ะ

ชื่อไหมค่ะ ตอนนี้กำลังขึ้นปี 3 เรียน Biomedical Science อยู่ที่ University of Hull

Biomedical Science เรียนอะไรบ้างคะ?

พูดกว้างๆคือเรียนเกี่ยวกับร่างกายเป็นหลักค่ะ การทำงานของร่างกายทั้งในภาวะที่ปกติ และในภาวะที่ผิดจากปกติ จนนำไปสู่โรค ตอนปี 1 จะเป็นการเรียนปูพื้นฐาน เพื่อนำไปต่อยอดในปีต่อๆไป เช่น เรียนเกี่ยวกับเซลล์ ส่วนประกอบ หน้าที่ เรียนว่าเซลล์สื่อสารกันยังไง เรียนระบบต่างๆของร่างกาย นอกจากนี้ก็มี เรื่องพันธุกรรม จุลชีววิทยา และภูมิคุ้มกัน พอปี 2 วิชาที่เรียนจะคล้ายตอนปี 1 แต่ลงรายละเอียดมากขึ้น และจะมีเรียนเรื่องโรคต่างๆเข้ามา วิเคราะห์ผลเลือด หาว่าคนไข้คนนี้เป็นโรคเลือดชนิดไหน และเรียนดูเนื้อเยื่อโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อดูลักษณะของเซลล์ในเนื้อเยื่อนั้นที่เปลี่ยนแปลงไปในยามที่เกิดโรค เป็นปีที่ทำแลปค่อนข้างเยอะค่ะ พอปี 3 จะเลือกวิชาที่เราสนใจ 4 วิชา จะเจาะลึกลงไปกว่าตอนปี 2 ค่ะ และต้องทำ independent research project โดยจะเข้าไปร่วมทำโปรเจ็คที่อาจารย์ค้นคว้าอยู่จริงๆ เหมือนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีม ไม่ใช่แค่การเรียนทำการทดลอง และต้องทำงานร่วมกับอาจารย์ และลูกทีมของแก ซึ่งจะได้สัมผัสสภาพแวดล้อมและวิธีการทำงานในชีวิตจริงจากตรงนี้ด้วย

 

แรงบันดาลใจในการเลือกเรียนคอร์สนี้

ไม่เคยรู้จักคำว่า Biomedical Science มาก่อนค่ะ เพิ่งมารู้ตอนม.ปลาย จากเพื่อนที่เคยเรียนสาธิตปทุมวัน เค้าไปเรียนป.ตรีสาขานี้ที่ต่างประเทศ  หลังจากนั้นเลยไปหาข้อมูลว่าคอร์สนี้เรียนเกี่ยวกับอะไร บวกกับมีความชอบเรื่องร่างกายอยู่แล้วด้วย คือสนใจว่าร่างกายมีวิธีการทำงานยังไง ทั้งในยามปกติ และเป็นโรค อยากรู้ว่าอวัยวะต่างๆทำหน้าที่โดยใช้กลไกอะไร ถึงเกิดเป็นองค์รวมของการทำงานระดับร่างกายได้ ควบคุมตัวเองได้ รู้ว่าเวลาไหนต้องทำอะไรได้ยังไง เช่น เวลาเป็นแผลเลือดออกที่ผิวหนัง ร่างกายรู้ได้ยังไงว่าต้องส่งสารต่างๆไปซ่อมแซมแผล ปิดแผลโดยสร้างเป็นสะเก็ดที่เราเห็น แล้วยังทำงานตลอดชีวิตเราด้วย รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างนึง เลยอยากต่อยอดความชอบตรงนี้ คิดว่าน่าจะดีถ้าได้เรียนในสิ่งที่สนใจอยู่แล้วด้วยค่ะ

สนใจเรียนต่อ University of Hull ติดต่อพี่ๆ Hands On ฟรี คลิก

 

ทำไมถึงเลือก University of Hull

เรื่องยาวเลยค่ะ (ยิ้ม) คือตอนแรกตั้งใจอยากลงเรียนหมอค่ะ

จริงๆ ที่มา Hull เพราะผ่าน Clearing ค่ะ มหาวิทยาลัยที่เลือกไป 5 อันดับ เป็นแพทย์ 4 ที่ เป็น Biomedical Science 1 ที่ ตอนนั้นก็ไม่ได้อะไรเลยเพราะเกรดที่ออกมาไม่ตรงตาม predicted grade ที่อาจารย์เค้าให้มา พอพลาดไปก็เลยร่วงหมดเลยค่ะ ก็เลยผ่านระบบ Clearing ว่าตอนนั้นยังมีมหาวิทยาลัยอะไรบ้างที่ยังเปิดรับสมัครอยู่ แต่จะไม่ใช่สาขาแพทย์ เป็นคอร์สอื่นที่ใกล้เคียงค่ะ แล้วพี่ปุ้ยที่ Hands On ก็แนะนำที่ University of Hull มาเพราะตอนนั้นยังมีธงว่าอยากจะเรียนหมอ แล้ว University of Hull กับ University of York เค้า co กัน ตั้งเป็น Hull York Medical School ค่ะ และถ้าเรียน Biomedical Science ก็ยังอยู่ในสาขาวิชาที่ใกล้กัน พี่ปุ้ยเลยบอกว่าที่นี่มั้ยเพราะมันยังมีทางไปต่อถ้ายังอยากจะเรียนหมอ ก็เลยตกลงว่าจะไปเรียนต่อที่นี่ค่ะ

 

Hands On ดูแลอย่างไรบ้าง?

พี่ปุ้ย ที่ Hands On ให้คำแนะนำตั้งแต่ไปเรียน A-levels หาโรงเรียน คุยกับโรงเรียนให้ หาข้อมูลให้ว่าที่โรงเรียนไหนน่าจะเหมาะกับเรามากกว่า รวมถึงการเตรียมเอกสารต่างๆด้วยค้ะ คือพี่ปุ้ยช่วยทุกขั้นตอนเลย

จริงๆ ตอนแรกก็กลัวเหมือนกันค่ะ ว่าการที่มาปรึกษา และให้พี่เค้าช่วยดำเนินการ จะมีค่าใช้จ่ายรึป่าว แต่พอไปถึงพี่ปุ้ยทำให้หมดเลย ไม่ต้องเสียค่าบริการอะไร ก็รู้สึกดีค่ะ คือมันเป็นอนาคตของเรา เราได้เจอคนที่อยากจะช่วยโดยที่ไม่ได้มีต้นทุนสูงมาก สามารถให้คำแนะนำเราได้ถูกทาง คือทำให้เกิดความแตกต่างในชีวิตของเราได้จริงๆ ก็รู้สึกว่าโชคดีที่ได้มาเจอพี่ปุ้ยค่ะ (ยิ้ม) คุณพ่อคุณแม่ก็วางใจเลยค่ะ

ถึงตอนนี้ จะขึ้นปี 3 แล้ว พี่ปุ้ยก็ยังถามตลอดว่า น้องไหมไปเรียนเป็นยังไงบ้าง ช่วงนี้อากาศหนาวดูแลตัวเองด้วยนะ ต้องปรับตัวอะไรบ้าง ถ้ามีอะไรให้พี่ช่วยบอกเลย ขนาดตอนมาถึงที่ Hull ตอนแรก ที่พักที่ดูมาไม่โอเค พี่ปุ้ยก็ช่วยคุยให้ ช่วยหาที่ใหม่ให้ด้วย จนได้บ้านที่เราโอเค แล้วอยู่ยาวมาจนถึงทุกวันนี้ พี่ปุ้ยใส่ใจในทุกเรื่องจริงๆค่ะ ก็เลยรู้สึกว่าไม่ใช่เป็นแค่การทำงานแต่ว่าพี่เค้าทำเพราะเค้าห่วงเราจริงๆ 

University of Hull

แล้วพอไปเรียนที่ Hull ชอบมหาวิทยาลัยค่ะ มหาวิทยาลัยสวย สิ่งแรกที่ประทับใจเลย คือตึกเรียน จะมีตึกเก่าที่เป็นอิฐ และมีไม้เลื้อยที่กำแพง ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านดีค่ะ แล้วเป็นคนที่ชอบที่โล่งๆ โปร่งๆ มีต้นไม้ ดอกไม้ อยู่แล้วด้วย ห้องสมุดก็ดี มีพาโนราม่าวิวด้วยนะคะ มาที่มหาวิทยาลัยก็เลยรู้สึกว่าน่าเรียนมากค่ะ

เรียนที่ Hull ถามว่าเรียนหนักมั้ย เรียนหนัก แต่รู้สึกว่าพอตอนอ่านหนังสือสอบ ก็เครียด กังวล แต่ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเราอ่านหนังสือเพื่อแค่เอาไปสอบ เหมือนเราแค่ศึกษาเรื่องนี้เพิ่มขึ้น อย่างล่าสุดที่เรียนคือเรื่องโรคต่างๆค่ะ มีโรคมา 10 กว่าโรค อาจารย์ก็ให้เลือกมา 5-6 โรคที่เราสนใจ แล้วศึกษาให้ลึกไปเลย เพราะตอนสอบเป็นเขียน essay ไม่ใช่ข้อสอบกากบาท ถ้าเราไม่รู้ลึกจริงเราก็จะเขียนไม่ได้ ตอนนั้นจำได้ว่าอ่านหนังสือหนักอยู่ค่ะแต่ก็เพลินไปกับมันด้วย (ยิ้ม)

สนใจเรียนต่อ University of Hull ติดต่อพี่ๆ Hands On ฟรี คลิก

 

Hull

Hull เป็นเมืองเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีอะไรมาก ถ้าเทียบกับลอนดอน ลอนดอนมีร้านอาหาร แหล่งชอปปิ้งให้เราไปเดินเล่น แสง สี เสียงครบ แต่ที่ Hull ไม่ค่อยมีที่ให้เราไปเดินได้มาก แต่ถ้ามองในอีกแง่ก็ดีค่ะ เพราะเป็นเมืองที่ค่อนข้างเงียบ ก็ได้อยู่กับตัวเองจริงๆ ทำให้โฟกัสกับการเรียนได้มากขึ้น ตอนนี้ก็อยากโฟกัสกับการเรียนอยู่แล้วเพราะอยากทำเกรดให้ดี จะได้ไปยื่นต่อโทด้วยค่ะ (ยิ้ม)

ระบบการเรียนที่อังกฤษ

ชอบระบบการศึกษาที่อังกฤษนะคะ รู้สึกว่าที่นี่จริงจังกับเรื่องการเรียนดี การเข้าห้องสมุดเป็นเรื่องปกติ ส่วนข้อสอบเค้าจะเป็นแนวคิดวิเคราะห์ และต้องเอาสิ่งที่เรียนมาดัดแปลง ต่อยอดให้เป็น

อีกเรื่องที่ชอบมากคือ เวลาเขียน personal statement เพื่อยื่นเข้ามหาวิทยาลัย เค้าจะไม่ให้เขียนแต่เรื่องการเรียน แต่ให้เขียนด้วยว่านอกเหนือจากการเรียนคุณทำอะไรบ้าง เลยชอบตรงนี้ สะท้อนให้เห็นว่า เขาไม่อยากให้เราเรียนอย่างเดียว ต้องมีกิจกรรมอย่างอื่นด้วย ต้องเรียนรู้ที่จะ balance เวลาเรียนกับเวลาพักผ่อนให้เป็น และเป็นการสร้างความรับผิดชอบไปในตัวด้วย การที่เค้าอยากให้เรามีกิจกรรมยามว่างเพราะว่าเค้าคิดว่า ตามธรรมชาติแล้ว ถ้าคนเราไม่มีวิธีที่จะปลดปล่อยความเครียดของตัวเอง ก็อาจมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการเรียนและการทำงาน และอาจรวมไปถึงเรื่องอื่นๆด้วย เลยทำให้รู้สึกว่าเค้าให้ความสำคัญกับสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ

 

บรรยากาศในห้องเรียนเป็นยังไงบ้างคะ?

ที่เรียน Biomedical Science น่าจะมี 100-200 คน แต่มีคนเอเชียไม่กี่คน แล้วคนเอเชียที่เรียนก็คือโตที่อังกฤษกันหมดเลยค่ะ พอไปอยู่ในสภาวะแวดล้อมแบบนั้นก็เลยรู้สึกว่าตัวเองเป็นแกะดำนิดนึง กดดันด้วย แล้วอย่างที่ Hull อยู่ขึ้นไปทางเหนือ จะเจอสำเนียงภาคเหนือค่อนข้างบ่อย ปกติสำเนียงอังกฤษก็ฟังยากอยู่แล้ว พอมาเรียนภาคเหนือก็จะมีสำเนียงที่ strong ขึ้นมาอีก เลยทำให้เรารู้สึกเหมือนสอบ IELTS listening อยู่ตลอดเวลา พอมาอยู่กับกลุ่มเพื่อนเราก็ต้องใช้พลังงานในการฟังว่าเค้าพูดอะไรกันบ้าง บางทีเค้าพูดเร็ว เหมือนบางทีอยู่กับเพื่อนก็เม้าท์กับเพื่อน บทสนทนาก็ไปเร็ว ฟังไม่ทัน พูดไม่ทัน ก็ค่อนข้างกดดันเหมือนกัน

แต่ด้วยภาวะที่มันบังคับว่าเราต้องอยู่ตรงนั้น พอนานไปก็เลยบอกตัวเองว่า ช่างมันเถอะ ฟังได้บ้างไม่ได้บ้าง พูดผิดพูดถูกก็พูดไป เราต้องสื่อสาร พอเครียดน้อยลง กดดันตัวเองน้อยลง ก็กลับกลายเป็นว่าเราฟังได้มากขึ้น พอพูดผิดพูดถูกไป เราได้ยินเพื่อนพูดไปเรื่อยๆ ซึมซับไปเรื่อยๆ ก็ดีขึ้นเองค่ะ

เล่าเรื่องฝึกงานให้ฟังบ้างได้ไหมคะ?

คืออาจารย์ที่ปรึกษาของไหม ถามว่าปิดเทอมนี้ดูที่ฝึกงานไว้หรือยัง ตอนนั้นก็อยากจะฝึกงานแต่ยังไม่ได้เล็งที่ไหนไว้ พออาจารย์มาถามก็ดีใจมากว่าได้โอกาสแล้ว ก็เลยตกลงไป อาจารย์ก็เลยให้มาช่วยที่ lab ของอาจารย์ ที่โรงพยาบาลที่ Hull 1 เดือนค่ะ

หนึ่งในสิ่งที่อาจารย์ศึกษา คือ การรักษามะเร็งค่ะ โดยใช้เนื้อเยื่อของคนไข้ อาจารย์ก็ให้ไปช่วยเขียนคู่มือการใช้เครื่องที่ใช้เก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อ จากหลายๆคนไข้มารวมไว้ในบล็อคอันเดียวกัน เพื่อที่จะได้ศึกษาหลายๆ ตัวอย่างในเวลาเดียวกัน ช่วยประหยัดเวลาตอนที่เอาบล็อกไปทำการทดลอง

ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เพราะไม่คาดคิดเลยว่าจะได้ไปฝึกงานที่อังกฤษ อย่างแรกเลยเราไม่ใช่คนในพื้นที่ อีกอย่างก็ไม่รู้เลยว่าเค้าจะให้เราไปทำได้มากน้อยแค่ไหน เพราะมันเป็นเรื่องของคนไข้ สิทธิคนไข้ แล้วเราก็เป็นแค่นักเรียนที่ยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมาก ก็ดีใจมากค่ะที่อาจารย์ยื่นขอเสนอนี้ให้ ทำให้ได้เข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานของที่โน่น นอกจากทักษะที่เราได้แล้ว เราก็ยังได้เห็นบรรยากาศการทำงานว่าเค้ามีระบบระเบียบยังไง มันเป็นการทำงานที่เราต้องกำหนดตารางเวลาของเราเอง ว่าเวลานี้เราจะเข้า lab เวลานี้เราจะทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ค่อนข้างวางแผนกับตัวเอง การทำงานร่วมกันเป็นทีมก็ยังมี แต่ไม่ได้ต้องไปขึ้นอยู่กับคนอื่นเยอะมาก

 

สนใจเรียนต่อ University of Hull ติดต่อพี่ๆ Hands On ตัวแทนมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการประจำประเทศไทย ฟรี คลิก

Go to top