Hands On Blog | บล็อคเพื่อการเรียนต่อสหราชอาณาจักร

สวัสดีค่ะ พักบทความเป็นการเป็นงานเอาไว้ก่อน ไหนๆ ก็อยู่ในอังกฤษแล้วหลังจากปิดเทอมเราเลยนัดกับเพื่อนที่อยู่ลอนดอนไปหาสถานที่เที่ยวกันค่ะ หลังจากหาข้อมูลกันพักใหญ่จึงลงมติเอกฉันท์ว่า มาถึงเมืองหลวงแห่งพิพิธภัณฑ์แล้วก็คงเสียเที่ยวถ้าไม่ได้ไปตามเก็บ ยิ่งดูข้อมูลคอลเลคชั่นและนิทรรศการที่กำลังแสดงอยู่ประกอบด้วยแล้ว เราก็รีบจับจองตั๋วรถจากบอร์นมัธในทันที บทความนี้ก็จะมานำเสนอสามอันดับแรกที่เราประทับใจที่สุดจากทั้งหมดค่ะ

 

1. Victoria and Albert Museum (https://www.vam.ac.uk)

เวลาเปิด: วันธรรมดา 10.00 – 17.45, วันศุกร์ 10.00 – 22.00 *ปิดวันที่ 24 – 26 ธันวาคมของทุกปี

ที่อยู่: Cromwell Rd, Knightsbridge, London SW7 2RL

ค่าเข้าชม: ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าพิพิธภัณฑ์ แต่บางนิทรรศการจะฟรีเฉพาะสมาชิกเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์แรกที่มีคนแนะนำให้เราไปอันดับต้นๆ ก็ไม่พ้น Victoria and Albert Museum ที่เป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับด้านมัณฑนศิลป์และการออกแบบที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถ้าตามที่วิกิพีเดียบอกก็มีคอลเลคชั่นมากกว่า 4.5 ล้านชิ้น ใครอยากพิสูจน์ก็ไปเดินนับดูได้ วิธีการมาเราถือว่าสะดวกมากที่สุด คือนั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี South Kensington Station แล้วเดินตามป้ายบอกทางมาเรื่อยๆในอุโมงค์ใต้ดินจนมาโผล่ที่ทางเดินระหว่างกลาง V&A Museum และ Natural History Museum ก็แล้วแต่คนจะเลือกว่าจะเดินไปที่ไหนก่อน แต่ขอบอกไว้เลยว่าถ้าอยากเดินแบบชิลๆ เผื่อเวลาไว้หนึ่งวันต่อหนึ่งพิพิธภัณฑ์ได้เลยค่ะ เพราะแค่ที่นี่ก็ปาเข้าไป 6 ชั้นแล้ว เดินกันให้น่องบวม

สิ่งนึงที่เราประทับใจในพิพิธภัณฑ์ของที่อังกฤษมากเลยก็คือสถาปัตยกรรมที่เป็นแบบเก่าแก่ ดูใหญ่อลังการงานสร้างเกือบทุกที่ อย่างที่ V&A ถ้าอยากถ่ายให้เห็นทางเข้าแบบชัดๆ ก็ต้องวิ่งข้ามถนนไปถ่ายจากอีกฝั่งถึงจะเก็บได้ครบ

อันนี้เป็นแผนที่ ตามไปดาวน์โหลดกันได้ คลิก หรืออีกทางหนึ่งคือซื้อแผนที่แผ่นพับที่พิพิธภัณฑ์เลยเป็นเงิน 1 ปอนด์ค่ะ

ในส่วนของนิทรรศการก็จะมีเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างตอนที่เราไปก็มีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชุดสวมใส่ของอังกฤษ ต้องชมเรื่องความใหญ่โตของสถานที่จัดก่อนเลยที่ทำให้เดินได้สบายๆ ไม่ต้องไปเบียดเสียดกับใคร และข้อมูลกับของที่จัดแสดงก็ละเอียดและเยอะมากๆ

 

Victoria and Albert Museum

สำหรับคนที่เตรียมแผนจะไปวันหยุดหรืออาทิตย์ก็ต้องเตรียมรับกับคลื่นผู้ปกครองและเด็กให้ดี เพราะพ่อแม่บางส่วนก็จะนิยมพาลูกมาเดินพิพิธภัณฑ์กัน แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอทั้งปี อันนี้ก็อาจจะแล้วแต่ดวงด้วยว่าไปเจอกับวันทัวร์ลงหรือคนเยอะรึเปล่า แต่ก็จะไม่ขนาดเดินขี่คอกันเพราะสถานที่มันกว้าง ปัญหาจริงๆ จะเป็นพวกรอห้องน้ำ รอดูดิสเพลย์ที่มีคนดูอยู่ก่อนหรือมีคนรอเราจนไม่ทันได้ดูจนเต็มอิ่มอะไรพวกนี้มากกว่าค่ะ ของส่วนมากก็จะอยู่ในตู้กระจกหรือติดผนังโชว์เอาไว้แบบนี้

Victoria and Albert Museum

นอกจากพวกของตกแต่งและงานออกแบบแล้ว สถาปัตยกรรมที่จัดแสดงประจำเอาไว้ที่ส่วนชั้นแรกก็เป็นอีกไฮไลต์ที่แนะนำเลย และจะยิ่งสวยขึ้นไปอีกถ้าวันที่ไปกันอากาศดีมีแดดทะลุเข้ามา ภาพที่ถ่ายได้ก็แทบไม่ต้องเอาไปแต่งต่อ

Victoria and Albert Museum

Victoria and Albert Museum

ลักษณะของงานก็จะเปลี่ยนไปตามชั้นเหมือนที่เขียนเอาไว้ในแผนที่ ตอนแรกๆอาจจะดูงงนิดหน่อยแต่พอเริ่มจับเคล็ดได้แล้วก็ถือว่าเดินเพลินดีค่ะ บางจุดก็จะมีการเชื่อมกับจุดอื่นเอาไว้ก็ไม่จำเป็นต้องเดินกลับทางเดิม ถือว่าประหยัดเวลาไปได้หน่อย แต่เรื่องอาหารกลางวันอันนี้มีสามตัวเลือก คือนำไปเอง ทานที่คาเฟ่ของพิพิธภัณฑ์ซึ่งจากที่ดูผ่านๆ ก็จะมีแต่พวกเบเกอรี่กับเครื่องดื่ม หรือตัวเลือกสุดท้ายคือออกไปหาร้านกินแถวๆ นั้นค่ะ

สรุปแล้วก็เป็นที่ที่เหมาะสำหรับคนที่สนใจด้านสถาปัตยกรรม มัณฑนศิลป์หรือพวกของที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมต่างๆ ค่ะ ถือว่ามาไม่เสียเที่ยวแน่นอน

Victoria and Albert Museum

Victoria and Albert Museum

 

2. Natural History Museum (http://www.nhm.ac.uk)

เวลาเปิด: ทุกวัน 10.00 – 17.50 แต่เข้าคิวสุดท้ายได้ถึง 17.30 *ปิดวันที่ 24-26 ธันวาคมของทุกปี

ที่อยู่: Cromwell Road London SW7 5BD

ค่าเข้าชม: ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าพิพิธภัณฑ์ แต่บางนิทรรศการจะต้องเสียเงินค่าเข้า

 

สถานที่ต่อไปอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ เดินจาก V&A ประมาณ 10 นาทีก็ถึงแล้ว วิธีการมาก็นั่งรถไฟใต้ดินมาลงสถานี South Kensington Station เหมือนกันค่ะ ที่นี่จะมีทางเข้าสองทาง ถ้าจากทางขึ้นจากอุโมงค์รถไฟใต้ดิน ทางเข้าใหญ่ด้านหน้าจะอยู่ใกล้ที่สุด ส่วนอีกด้านนั้นจะอยู่ถัดไปอีก แต่ก็หาไม่ยากค่ะเพราะจะมีป้ายชื่อพิพิธภัณฑ์ติดบอกเอาไว้อันโตๆ

Natural History Museum

อันนี้เป็นแผนที่ค่ะ คลิก ส่วนถ้าต้องการเป็นแบบแผ่นพับอันนี้ไม่แน่ใจว่ามีกฏจะต้องเสียเงินแน่ๆไหม เพราะตอนเราไปสามารถหยิบได้เลยอยู่ใกล้ๆ ตู้บริจาค ก็หยอดกันตามศรัทธา

 

สำหรับคนที่กลัวหลงด้านในก็จะมีแผนที่อันใหญ่แปะเอาไว้ตรงโถงกลางค่ะ ที่มีกระดูกไดโนเสาร์คอยาวตั้งเอาไว้เป็นไฮไลต์นึงที่ถ้าเข้ามาจากทางประตูใหญ่จะต้องเจอเป็นอย่างแรก แต่ก็แน่นอนว่าด้วยความฮอตก็จะมีคนรุมถ่ายรูปตรงนั้นเยอะมาก บวกกับคนที่เดินเข้าเดินออกด้วย ก็ต้องแย่งชิงพอสมควรถึงจะได้มุมดีๆ แต่ถ้าไปตอนเช้าๆ นี่ก็หายห่วงค่ะ แต่จากแหล่งข่าวของเพื่อนที่ไปทีหลังบอกว่าตอนนี้เปลี่ยนเป็นโครงกระดูกตัวอื่นแล้ว อันนี้ก็จะมีบันไดเดินขึ้นไปเป็นชั้นลอยให้ดูชัดๆ แทน

Natural History Museum

Natural History Museum

สำหรับที่นี่เรายกให้เด่นเรื่องพรีเซนเทชั่นเลยค่ะ อย่าง Blue Zone ที่จะมีพวกสัตว์สต๊าฟกับโครงกระดูกจัดแสดง เขาก็จะมีหลายวิธีที่ใช้พรีเซนต์ เช่นที่เราจำได้แม่นเลยคือเรื่องการเดินของม้ากับช้าง ก็มีตัวโมเดลขาตั้งอยู่ให้เราสามารถลองออกแรงกดจากด้านบนให้ได้ตามแรงจริงของสัตว์นั้นๆ นอกจากนั้นก็มีการใช้สื่ออื่นเข้ามาอีกเยอะแยะ อาจจะเพราะงี้โซนนี้ตอนเราไปเลยเห็นเด็กๆเยอะเป็นพิเศษ

ถึงอย่างงั้นที่เยอะกว่าคนก็ของจัดแสดงนี่แหละค่ะ เราไปมา 3 รอบแล้วก็ยังรู้สึกว่าไม่พอเสียที นับแค่สัตว์สต๊าฟอย่างด้วยก็เดินๆ ดูๆ ได้เป็นวันแล้ว บก น้ำ เลี้ยงลูกด้วยนม ครึ่งบกครึ่งน้ำ ทะเลมาหมด สัตว์บางตัวเราอาจจะเคยเห็นมาก่อนแล้ว แต่พออยู่ห่างกันแค่กระจกกั้นแบบไม่ขยับเขยื้อนก็จะได้มองรายละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น

Natural History Museum

Natural History Museum

Natural History Museum

อีกหนึ่งส่วนที่คนเยอะไม่แพ้กันก็คือห้องไดโนเสาร์ค่ะ อันนี้ก็เป็นเหตุผลหลักที่เราไปที่นี่ครั้งแรกเลย และประทับใจมากๆ มองซ้ายมองขวาก็เจอกระดูกไดโนเสาร์ทุกพันธุ์เท่าที่นึกออกรายล้อม แต่ห้องนี้จะออกมืดๆทึมๆหน่อย รูปที่เราถ่ายออกมาก็จะไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ ของที่จัดแสดงก็จะมีพวกฟอลซิลบ้าง โมเดลจำลองอวัยวะของไดโนเสาร์บ้าง หรือที่เด่นๆ ก็จะเป็นโครงกระดูกนี่แหละค่ะ

Natural History Museum

Natural History Museum

แต่ส่วนที่คนแย่งกันเข้ามาดูที่สุดในห้องนี้ก็ไม่พ้นทีเร็กซ์ขนาดเท่าตัวจริงที่ขยับได้ แค่เข้าไปยืนฟังมันคำรามแล้วจินตนาการว่าตัวเองอยู่ในหนัง Jurassic Park ก็คุ้มแล้วค่ะ แม้จะมีคลื่นมหาชนที่หลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆจนอยู่ได้ไม่เกิน 10 นาทีก็ตาม แต่ทุกครั้งที่ได้ไปที่ Natural History Museum เราก็จะแว่บมาดูเจ้าหุ่นนี่ตลอด

Natural History Museum

โซนอื่นๆ ก็มีอีกเยอะตามในแผนที่ ก็มีพวกอัญมณีหรือปรากฏการณ์ธรรมชาติบ้างแต่ก็ตามชื่อพิพิธภัณฑ์ มากกว่าครึ่งก็เป็นเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติทั้งนั้นค่ะ สรุปแล้วสำหรับใครที่สนใจไดโนเสาร์หรือธรรมชาติวิทยา เราแนะนำที่นี่สุดตัวเลย เรื่องที่ทานอาหารจะไม่มีสถานที่ทานเยอะเท่ากับที่ V&A และของที่ขายก็จะเน้นเบเกอรี่เหมือนกัน ถ้าไม่เอามาเองก็ต้องเสาะหาร้านแถวๆนี้ดูเอาค่ะ

 

3. Tate modern (http://www.tate.org.uk/)

เวลาเปิด: วันจันทร์ – พฤหัสบดีเปิด 10.00 – 18.00 ส่วนวันศุกร์และเสาร์เปิด 10.00 – 22.00

ที่อยู่: Bankside, London SE1 9TG

ค่าเข้าชม: ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าพิพิธภัณฑ์ แต่บางนิทรรศการจะต้องเสียเงินค่าเข้า

 

ที่นี่ตอนหาข้อมูลขอให้ระวังดีๆ นะคะ เพราะมันมี Tate หลายสาขาและในลอนดอนก็จะมีแยกเป็น Tate Britain  กับ Tate Modern  ซึ่งอยู่คนละที่กัน สำหรับที่ต่อไปการเดินทางก็มีได้หลายทางเหมือนเดิม แต่ถ้าเลือกนั่งรถไฟใต้ดินก็มาลงที่สถานี Southwark แล้วเดินต่ออีกประมาณ 10 นาทีก็จะถึงค่ะ อันนี้เราใช้วิธีเปิดกู้เกิ้ลแมปหาทางเอา หรือไม่ก็คอยมองหาป้ายเอาไว้ก็จะมีคอยชี้เป็นระยะ พอใกล้จะถึงแล้วมองหาตึกสูงๆ สีน้ำตาลเอาไว้เลย

Tate modern

เรามารู้ทีหลังว่าทางที่เข้าไปไม่ใช่ทางเข้าหลักซึ่งจะอยู่ติดกับสะพานข้ามแม่น้ำอีกฝากหนึ่ง ถึงอย่างนั้นประตูก็มีให้เลือกเดินเข้าออกถึง 5 ทางอยู่ดี แล้วแต่คนสะดวกค่ะ ตึกของที่นี่จะออกแนวโมเดิร์นฉีกแนวจากสองพิพิธภัณฑ์ข้างบนเลยและขอบอกว่าออกมาสวยมากๆ ภายในก็ไม่แพ้กัน ซึ่งก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียเลย อันนี้งงระบบการขึ้นลงชั้นอื่นของที่นี่มากตอนแรก เพราะต้องลงไปชั้นล่างสุด (ชั้น 0) ก่อนแล้วถึงจะขึ้นไปชั้นสองได้ ไม่มีบันไดขึ้นจากชั้นหนึ่งถึงชั้นสองโดยตรง

ส่วนในแผนที่จะมีเป็นสัญลักษณ์บอกอยู่ค่ะ สามารถโหลดได้ที่นี่ คลิก หรือ จะเสีย 1 ปอนด์ แล้งหยิบแบบแผ่นพับเอาที่พิพิธภัณฑ์เลยก็ได้ค่ะ

Tate modern

งานที่จัดแสดงที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นแนวศิลปะร่วมสมัย ก็จะมีภาพเขียนบ้างประปรายทั้งของคนที่มีชื่อเสียงอย่างปิกัสโซ่ หรือ ซัลวาดอร์ ดาลี บางส่วนก็จะเป็นของศิลปินโนเนม บ้างก็จะเป็นภาพเดี่ยว บ้างก็จะมีห้องย่อยจัดแสดงเฉพาะ หรือไม่งั้นก็จะเป็นในรูปแบบสามมิติที่ interective กับคนดู อย่างเช่นชิ้นนี้ที่เป็นแนวสามมิติ เมื่อเดินไปข้างซ้ายจะเห็นสีหนึ่ง แต่เมื่อเดินไปข้างขวาจะกลายเป็นอีกสีหนึ่ง หรืออย่างอีกชิ้นรูปทรงก็จะเปลี่ยนตามมุมที่ยืนดู ตัวงานก็ถือว่าเตะตาหลายชิ้นเลย แต่บางอันก็จะดูแอ็ปแตรกเกินจนเข้าไม่ถึง

Tate modern

Tate modern

ส่วนชั้นสีด้านขวาทั้งหมดจะเป็นสำหรับนิทรรศการที่จะมีเจ้าหน้าที่ยืนตรวจตั๋วอยู่ข้างหน้า อันนี้จะเป็นเหมือนกันทุกที่นะคะถ้าจะเข้าไปในส่วนทีต้องเสียเงิน เก้าอี้พักก็จะมีวางไว้ประปรายตามห้องจัดแสดงค่ะ แล้วจะวางเรียงเป็นตับอยู่ที่โถงทางเดิน เวลาเดินเปลี่ยนไปด้านซ้ายหรือขวาของแต่ละชั้น แต่เอาจริงๆ ถ้าคนเยอะก็ลืมไปได้เลยเพราะจะมีคนมาแย่งไปก่อนแทบทุกที อันนี้ก็อาจจะแล้วแต่วันด้วย   

Tate modern

ส่วนตัวแล้วเรากลับชอบร้านหนังสือที่นี่ที่สุดแทนค่ะ จะมีเกี่ยวกับศิลปะหลายแขนงเลยทั้งดอว์อิ้ง หนังสือสำหรับเด็ก สถาปัตยกรรม แล้วก็อีกหลายอย่าง อันนี้แนะนำให้หาดูชื่อหนังสือที่ถูกใจแล้วเอาไปค้นใน amazon ดูก่อน เพราะหลายๆอย่างจะแพงกว่าเมื่อมาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่เล่ม แต่เล่มที่เราจ้องไว้ถูกกว่าประมาณ 5 ปอนด์เลยสั่งจากเว็บแทนค่ะ แล้วก็จะได้ไม่ต้องขนกลับบอร์นมัธด้วย

สรุป จริงๆ ถ้าแค่สำหรับคนที่อยากมานั่งรับบรรยากาศโปร่งโล่งสบายก็มานั่งได้ค่ะ ลานข้างนอกกับโถงใหญ่ชั้น 0 นี่แนะนำเลยถ้าอากาศดีลมก็มีพัดตลอด

 

ก็มีเท่านี้นะคะสำหรับพิพิธภัณฑ์สามอันดับแรกในดวงใจ หรือถ้าสำหรับคนที่สนใจในด้านอื่นๆพิพิธภัณฑ์ในลอนดอนก็มีรองรับอยู่อีกหลายที สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์จัดอันดับ 50 พิพิธภัณฑ์และแกลเลอรี่ในลอนดอนค่ะ คลิกที่นี่

สอบถามข้อมูลเพื่อเรียนต่อ UK ติดต่อ Hands On ได้ทุกสาขานะคะ 

Go to top