Hands On Blog | บล็อคเพื่อการเรียนต่อสหราชอาณาจักร

student24

| หมวดหมู่ Student Blog

แท็ก : , ,

8 November 2017

Belfast เมืองลับแลที่นักเรียน UK น่าจะลองไปสักครั้ง

สวัสดีครับ ผมชื่อเจคอปนะครับ เป็นนักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยลีดส์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งก็ได้ Hands On Education Consultants เป็นผู้ให้คำปรึกษา แนะนำและเป็นตัวแทนในการสมัครรวมถึงติดต่อธุระต่าง ๆ จนสำเร็จเรื่อยมา

ทั้งนี้หลายๆ ท่านอาจจะรู้จักผมจากการอ่านหรือติดตามบทความเรื่องการเรียนต่อในดับปริญญาตรีใน UK ที่ผมได้แบ่งปันลงในเว็บไซด์ไปก่อนหน้านี้ซึ่งผมก็ได้พูดเรื่องการศึกษาใน UK มามากแล้ว ครั้งนี้จึงขอแนะนำประสบการณ์ท่องเที่ยวเมือง Belfast บ้าง เมืองนี้เป็นเมืองเล็ก ๆ ริมทะเลที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่น้อยคนนักที่รู้จักหรือมีโอกาสได้มาท่องเที่ยวที่นี่ ผมจึงอยากมาเล่าประสบการณ์และไกด์ข้อมูลท่องเที่ยว เผื่อท่านไหนจะสนใจไปเปิดหูเปิดตาที่เมืองน่ารักแห่งนี้ดูครับ

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า ก่อนที่ผมจะเริ่มเรียนที่มหาวิทยาลัยลีดส์นั้น ผมได้จบหลักสูตร Foundations ที่วิทยาลัยนานาชาติของมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลมาก่อน แล้วจึงย้ายมาเรียนต่อในระดับปริญญาตรีที่นี่ สำหรับท่านใดที่สงสัยว่าหลักสูตร Foundations คืออะไรนั้นสามารถติดตามได้ในบทความต่อ ๆ ไปที่ผมจะเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการเรียน Foundations โดยเฉพาะครับ

Belfast

จุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้คือ หลักสูตร Foundations มีเนื้อหาค่อนข้างเข้มข้น ทำให้ตลอดทั้งปีการศึกษา ผมต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและพัฒนาทักษะภาษาจึงไม่ค่อยได้ออกไปท่องเที่ยวที่อื่นมากนัก เมื่อเรียนจบจึงอยากให้รางวัลตัวเองด้วยการไปท่องเที่ยวต่างเมืองเพื่อพักผ่อนหย่อนใจในช่วงสั้นๆจึงได้ปรึกษาหารือกับพี่วิว (ผู้ชาย) และพี่เอย (ผู้หญิง) ซึ่งเป็นพี่นักศึกษาคนไทยที่อยู่หอพักเดียวกัน พี่วิวแนะนำว่า พวกเราควรจะไปเที่ยวเมืองชื่อ Belfast อยู่ที่ประเทศไอร์แลนด์เหนือด้วยกัน โดยให้เหตุผลว่าสถานที่นี้อยู่ไม่ไกลจากลิเวอร์พูลนัก สามารถท่องเที่ยวอย่างเจาะลึกได้ครบภายในเวลาสองถึงสามวันในราคาสบายกระเป๋า

 

ผมกลับมาที่ห้องและเริ่มค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเมือง Belfast บวกกับประเทศไอร์แลรด์เหนือ และได้ข้อมูลคร่าว ๆ ดังนี้ UK หรือ สหราชอาณาจักร คือการรวมตัวกันของ 4 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ สก็อตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ ซึ่ง Belfast เป็นเมืองหลวงของประเทศไอร์แลนด์เหนือ ดังนั้นจึงถือเป็นการท่องเที่ยวภายในประเทศ จึงไม่ต้องขอวีซ่าแยก ไม่ต้องแลกเงินสกุลอื่นและไม่ต้องเปิดระบบ roaming ในโทรศัพท์มือถือให้ยุ่งยากและเสียเงินเพิ่มแต่อย่างใด

 

สำหรับประวัติศาสตร์ความเป็นมานั้น เมื่อประมาณปีค.ศ 1800 อังกฤษได้เข้ายึดครองและเกาะผนวกไอร์แลนด์เข้าเป็นส่วน ๆ หนึ่งของ UK ตลอดเวลาที่อังกฤษปกครองไอร์แลนด์นั้น อังกฤษได้ทำการปฏิรูปโครงสร้างของเกาะไอร์แลนด์ให้เข้ากับกับอังกฤษในทุก ๆ ด้าน เช่น นำกฎหมายของอังกฤษเข้ามาใช้ในไอร์แลนด์ ให้ไอร์แลนด์ใช้เงินสกุลปอนด์เช่นกันเดียวกับอังกฤษ เริ่มใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการในไอร์แลนด์ อีกทั้งยังเปิดเมืองท่าต่าง ๆ เพื่อส่งขนสินค้าทั้งภายในและระหว่างประเทศ ซึ่ง Belfast เองก็ได้รับการพัฒนาและยกระดับเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งเช่นกัน ชื่อเมือง “Belfast” เป็นการผสมกันระหว่างภาษาอังกฤษและภาษาไอริช โดยคำว่า “Bel” เป็นภาษาไอริชแปลว่า เรือ ส่วนคำว่า “Fast” เป็นคำภาษาอังกฤษแปลว่า เร็ว รวมกันจึงมีความหมายว่า “เรือเร็ว” สมชื่อตามฐานะของเมือง ต่อมาเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1922 หลังจากที่ไอร์แลนด์ได้รับเอกราชจากอังกฤษแล้ว ทางเหนือของเกาะไอร์แลนด์ได้มีการทำประชามติว่าจะขอแยกตัวเป็นประเทศไอร์แลนด์เหนือและคงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรต่อไป ซึ่งในตอนแรกนั้น ได้เกิดความขัดแย้งขั้นรุนแรงขึ้นระหว่างกลุ่มที่ต้องการอยู่กับอังกฤษกับกลุ่มที่ต้องการอยู่กับไอร์แลนด์ แต่ภายหลังความขัดแย้งนี้ก็เริ่มคลี่คลายลงและไอร์แลนด์เหนือก็กลายเป็นประเทศที่สงบสันติและมีบรรยากาศชวนพักผ่อนหย่อนใจดังเช่นในปัจจุบัน

 

ทริปนี้ผมเป็นผู้รับผิดชอบจัดโปรแกรมจองเองทั้งหมด สำหรับการเดินทางจากเกาะอังกฤษนั้นทำได้สอง 2 วิธี

วิธีแรกคือการนั่งเครื่องบิน ทั้งนี้ Belfast มีสนามบินด้วยกัน 2 แห่ง ได้แก่ Belfast City และ Belfast International โดยสนามบิน Belfast City จะเป็นสนามบินขนาดเล็ก ตั้งอยู่ใกล้กับตัวเมือง สามารถเข้าทางเข้าออกเมืองได้อย่างสะดวกรวดเร็ว สายการบินที่มีเที่ยวบินมาลงส่วนใหญ่จะเป็นสายการบินขนาดเล็ก เช่น Flybe เป็นต้น ส่วนสนามบิน Belfast International เป็นสนามบินขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมือง ซึ่งจะต้องนั่งรถบัสเชื่อต่อระหว่างสนามบินกับตัวเมืองโดยเสียค่าใช้จ่ายไปกลับประมาณ 10 ปอนด์และใช้เวลาเดินทางขาหนึ่งประมาณ 30 นาที สายการบินที่มีเที่ยวบินมาลงส่วนใหญ่จะเป็นสายการบินขนาดใหญ่กว่า เช่น EasyJet โดยมีทั้งเที่ยวบินภายในทวีปและเที่ยวบินข้ามทวีปให้เลือกกันมากมาย ฉะนั้นหากท่านใดสนใจจะบินมาที่ Belfast ผมขอแนะนำให้ดูชื่อสนามบินบวกกับค่าใช้จ่ายในการเดินทางและเวลาในส่วนนี้ให้ดี ๆ

 

อีกวิธีหนึ่งคือการนั่งเรือ Ferry ทั้งนี้สามารถเดินทางจากเมือง Liverpool ประเทศอังกฤษก็ได้ เมือง Cairnryan ประเทศสก็อตแลนด์ได้ หรือเมือง Douglas เกาะแมนก็ได้ ปกติแล้วหากเดินทางจากท่า Liverpool หรือท่า Cairnryan จะใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายเที่ยวเดียวประมาณ 20-30 ปอนด์ โดยจะเลือกเดินทางออกตั้งแต่เช้าและถึง Belfast ตอนเย็นก็ได้ หรือจะเลือกเดินทางออกตอนหัวค่ำ นอนค้างคืนในเรือ (อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) และถึง Belfast ในเวลาเช้าของอีกวันหนึ่งก็ได้ แต่ถ้าหากเดินทางจากท่า Douglas จะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายเที่ยวเดียวประมาณ 25 ปอนด์ ทั้งนี้บริษัทเดินเรือที่เปิดให้บริการก็มีเช่น Stena Line เป็นต้น สำหรับพวกเรา ผมตัดสินใจจองเที่ยวบินของสายการบิน EasyJet เหตุผลคือประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย เพราะตั๋วแบบกลุ่ม 3 คน ไปกลับราคาตกคนละประมาณ 34 ปอนด์ เวลาที่ใช้บินจริง ๆก็แค่ประมาณ 40 นาทีเท่านั้น โดยออกเดินทางตั้งแต่เช่ามืดของวันที่1 และเดินทางกลับในช่วงดึกของวันที3 พวกเราจึงมีเวลาเที่ยวอย่างคุ้มค่าเกือบ 3 วันเต็ม

 

ตอนเช้าของวันแรก พวกเราเดินทางถึงสนามบิน Belfast International โดยไม่ต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องเสียเวลานั่งรถบัสเข้ามาในเมืองเป็นเวลา 30 นาทีตามที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อถึงตัวเมืองก็พบว่า Belfast เป็นเมืองขนาดเล็ก ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของไอร์แลนด์เหนือติดกับทะเลไอริช (Irish Sea) โดยมีแม่น้ำ Lagan ไหลขนาบ ไอร์แลนด์เหนือทั้งประเทศมีเนื้อที่เพียงประมาณ 14,000 ตารางกิโลเมตรหรือใกล้เคียงกับจังหวัดอุบลราชธานีเท่านั้น มีประชากรประมาณ 1.7 ล้านคน และที่อาศัยอยู่ใน Belfast ก็มีเพียง 330,000 คนเท่านั้น ดังนั้นวิถีชีวิตของคนที่นี่จึงเป็นไปอย่างเรียบง่าย สบายๆ ไม่หวือหวา มีความประนีประนอมและอะลุ่มอล่วย เนื่องจากเป็นดินแดนในอารักขาของอังกฤษมายาวนาน ชาวไอริชที่นี่จึงมีลักษณะคล้ายกับชาวอังกฤษในหลายแง่มุมเช่น เทิดทูนกษัตริย์ของอังกฤษ และใช้ภาษาอังกฤษเป็นเป็นภาษาแม่โดยเหลือเพียงน้อยคนที่จะสามารถใช้ภาษาไอริชได้ แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง ชาวไอริชที่นี่ก็ค่อนข้างมีระเบียบ ขยันทำงาน ตรงไปตรงมามากกว่าชาวอังกฤษที่ค่อนข้างจะรักสบายและไม่ค่อยเคร่งครัดเรื่องระเบียบมากนัก นอกจากนี้พวกเรายังดูเป็นมิตร เฮฮา ยิ้มแย้มแจ่มใส เจอผู้อื่นก็ยิ้มให้กัน แตกต่างจากชาวอังกฤษชาวอังกฤษที่จะเคร่งขรึมและเย็นชามากกว่า เกาะไอร์แลนด์ตั้งอยู่ทางเหนือของยุโรปทำให้อากาศหนาวเย็นและมีลมแรงตลอดทั้งปี อีกทั้งสภาพอากาศก็ค่อนข้างแปรปรวน สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทุก 15 นาที จึงขอแนะนำให้นักท่องเที่ยวติดตามพยากรณ์อากาศและเตรียมเสื้อผ้าไปให้เหมาะสมกับฤดูกาลด้วย ทั้งนี้พวกเราเริ่มประเดิมกับอาหารมื้อแรกด้วยชุดอาหารเช้าสไตล์ไอริช (Irish Breakfast) ลักษณะก็จะคล้ายคลึงกับ อาหารเช้าสไตล์อังกฤษ (English Breakfast) คือ ประกอบด้วยไข่ดาว ไส้กรอก เบคอน ถั่วอบ มันฝรั่ง มะเขือเทศและเห็ดผัดเนย แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้ชิมอาหารของทั้งสองชาติมาแล้วนั้น ข้อแตกต่างที่พบ คือ Irish Breakfast จะเน้นให้มีถั่วอบและเห็ดผัดเนยมากกว่าเนื้อสัตว์ นอกจากนี้ ร้านอาหารหลายแห่งจะจัดให้ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะรับแบบปกติหรือแบบไข่มันต่ำ จึงนับว่าดีต่อสุขภาพมากกว่า English Breakfast (เล็กน้อย)

 

หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ พวกเราเดินเล่นชมเมืองเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงแล้วก็ได้เห็นได้ว่า Belfast เป็นเมืองเงียบสงบ ผู้คนไม่พลุกพล่าน บรรยากาศสบายๆ ไม่เร่งรีบและไม่ต้องแข่งขัน ประชากรส่วนมากเป็นชาวไอริช ยังไม่ค่อยมีชนชาติอื่นเข้ามาอยู่มาอาศัยจึงนับว่ายังไม่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากนัก แต่ถึงกระนั้นก็ตาม คนไอริชที่นี่เปิดใจต้อนรับคนต่างชาติมากและไม่ค่อยจะเหยียดชนชาติเวลาเห็นนักท่องเที่ยว แตกต่างจากบ้านเมืองในอังกฤษที่ผู้คนจะพลุกพล่านและถือตัวมากกว่า ผังเมืองที่นี่ถูกวางเป็นตารางหมากรุกอย่างได้สัดส่วน รอบ ๆเมืองมีทางมอเตอร์เวย์ตัดผ่าน ถนนหนทางภายในเมืองไม่กว้างขวางนักแต่มีรถวิ่งน้อย แตกต่างจากอังกฤษที่วางผังเมืองค่อนข้างกระจักกระจายและยุ่งเหยิง ตึกรามบ้านช่องที่นี่ไม่สูงนัก จะอยู่ที่ประมาณ 3-4 ชั้นเท่านั้นโดยเป็นสถาปัตยกรรมไอริชสักส่วนใหญ่ จึงเต็มไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ที่น่าหลงใหลและค้นหา

Belfast

บรรยากาศในตัวเมือง Belfast

คมนาคมขนส่งของ Belfast มีคุณภาพดี ผู้คนสามารถเดินทางอย่างสะดวกสบายในราคาสบายกระเป๋าโดยไม่จำเป็นจะต้องพึ่งรถยนต์ส่วนตัว ที่นี่มีรถเมล์หลายสายวิ่งไปมาทั้งในตัวเมือง รอบตัวเมืองและเข้าออกเมืองให้เลือกใช้ได้ในราคาไม่แพง นอกจากนี้ยังมีรถไฟชานเมืองที่วิ่งรอบ ๆเมือง และท่านใดที่ประสงค์จะเดินทางออกไปเที่ยวเมืองอื่นก็สามารถขึ้นรถไฟจากสถานี Central Railway ซึ่งเป็นสถานีรถไฟหลักของที่นี่ไปได้เช่นกัน สำหรับท่านใดที่ประสงค์จะเดินทางด้วยรถเช่าส่วนตัว ขอแนะนำให้ใช้บริการ Uber เพราะสามารถเรียกได้ทั่วถึงทุกที่ในราคาเริ่มต้นเพียง 3 ปอนด์เท่านั้น ไม่เหมือนกับรถแท็กซี่ที่มีจำนวนน้อยและหายากกว่า แต่หากท่านใดประสงค์จะเดินก็สามารถทำได้ง่าย เพราะBelfast เป็นเมืองที่ปลอดภัย ถนนหาทางที่นี่ก็ตัดทะลุถึงกันหมด อีกทั้งยังได้ชมทัศนียภาพ ประหยัดค่าใช้จ่าย และออกกำลังกายไปในตัวด้วย

 

จากนั้นพวกเราก็ไปเที่ยวสถานที่สำคัญต่ออีกสองที่ได้แก่ Belfast City Hall และ Titanic Belfast

 

Belfast City Hall หรือ ศาลาว่าการเมือง Belfast ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เปิดให้ชมฟรี มีมัคคุเทศก์คอยให้การบรรยายตลอดทั้งการเยี่ยมชม และนักท่องเที่ยวสามารถบริจาคเงินได้ตามความสมัครใจ 

Belfast

ห้องประชุมใน Belfast City Hall

 

ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมสีขาวสไตล์บาร็อค ตกแต่งด้วยเสาและรูปปั้น หลังคาเป็นทรงโดมที่ถูกตกแต่งด้วยหินนานาชนิด อาคารทั้งหลังถูกติดตั้งด้วยหลอดไฟหลากสี ซึ่งจะเปิดเพื่อให้แสงสว่างในเวลากลางคืน นับเป็นภาพที่งดงามมาก บริเวณโดยรอบเป็นสนามหญ้าและสวนดอกไม้ที่ผู้คนนิยมมานั่งเล่นและปูเสื่อรับประทานอาหารกลางวัน ทางเข้าอาคารจะมีรูปปั้นของสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย (Queen Victoria) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแสดงสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นจะหว่างราชวงศ์อังกฤษและประชาชนชาวไอร์แลนด์เหนือ ภายในอาคารเป็นหินอ่อนสีครีม ประตูเป็นทรงโค้ง หน้าต่างบางส่วนประกอบด้วยกระจกสีคล้ายโบสถ์ เพดานถูกติดตั้งด้วยโคมระย้าหลากสี ภายในมีด้วยห้องต่าง ๆ เช่น ห้องอาหารที่สมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบท (Queen Elizabeth) เคยเสด็จมาเสวยภัตตาหาร หรือ ห้องประชุมที่เหล่าสมาชิกจะสวมชุดครุยสีแดงเพื่อสนทนากิจการบ้านเมือง เป็นต้น

ชุดครุยของสมาชิก Belfast City Hall

ชุดครุยของสมาชิก Belfast City Hall

 

Titanic Belfast หรือพิพิธภัณฑ์เรือไททานิค ตั้งอยู่นอกเมืองแถวตรงท่าเรือ เสียค่าเข้าชมประมาณ 18 ปอนด์ และขอแนะนำว่าอย่าลืมพกบัตรนักศึกษามาด้วย เพราะจะได้ส่วนลดอีก หลายๆ

Belfast

ป้ายหน้าพิพิธภัณฑ์ Titanic Belfast

คนอาจจะเข้าใจว่าเรือ Titanic ประกอบที่เมือง Liverpool หรือไม่ก็เมือง Southampton แต่จริง ๆแล้ว เรือ Titanic ประกอบที่เมือง Belfast นี้เอง ภายในพิพิธภัณฑ์จะมีแสดงตั้งแต่ประวัติศาสตร์เชิงเศรษฐกิจของประเทศอังกฤษในยุค 1910s ซึ่งเป็นช่วงวิกฤติข้าวยากหมากแพงจนเป็นเหตุให้ชาวอังกฤษหลายคนถึงต้องนั่งเรือไททานิคเพื่อไปแสดงหาโชคลาภในอเมริกาเหนือ มีแสดงประวัติของบริษัท White Star Line ซึ่งเป็นผู้ผลิตและเจ้าของเรือ มีพิมพ์เขียวจำลองของเรือไททานิค โครงสร้างและผัง วัสดุที่ใช้ประกอบตั้งแต่ใต้ท้องเรือยันหลังคาเรือ มีรถไฟพาพวกเราเข้าดูโรงต่อเรือลำจอง มีโปรเจคเตอร์ฉายบรรยากาศจำลองภายในเรือทั้ง 10 ชั้น มีห้องพักจำลองซึ่งแบ่งเป็น 3 ชั้นเช่นเดียวกับที่นั่งบนเครื่องบิน ได้แก่ ชั้นประหยัด ชั้นธุรกิจ และชั้นหนึ่ง มีห้องอาหารแบบกาลาดินเนอร์สุดหรูหรา ห้องบันเทิงสำหรับร้องเพลงและเต้นรำ ชุดของพนักงานต้อนรับภายในเรือ ชื่อของผู้โดยสารที่เสียชีวิตจากเหตุเรือล่มดังกล่าวพร้อมรูปถ่ายขาวดำที่ยังพอจะหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน บริเวณโดยรอบพิพิธภัณฑ์เป็นลานกว้าง มีป้ายไททานิคให้รูปได้ อีกทั้งยังมีเรือลำจองให้สามารถเข้าไปดูโครงสร้างภายในของเรือมีชุดคอสตูมให้ยืมใส่เพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกด้วย จึงถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทันสมัยและมีแสดงทุกอย่างครบวงจร คุ้มค่าแก่การมาเยือนมาก ๆ

พอตกเย็น พวกเราไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้าน Nandos ซึ่งมีสาขาอยู่อยู่ทั่ว UK เสิร์ฟอาหารสไตล์แอฟริกาใต้จำพวกไก่ย่าง สเต็ก สลัดผักและมัดบดแสนอร่อย หลังจากนั้นพวกเราก็เข้าเช็คอินที่โรงแรม ถึงแม้ว่า Belfast จะเป็นเพียงเมืองเล็กแต่ก็มีโรงแรมหลายแห่งตั้งอยู่กระจายทั่วเมือง ราคาอยู่ที่ประมาณ 1,500 – 3,500 บาท คุณภาพก็แตกต่างกันไป สำหรับพวกเรา ผมจองโรงแรม Etap ไปเพราะเป็นโรงแรมมาตาฐานสามดาว สะอาด ปลอดภัย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบทุกอย่าง ตั้งอยู่ไม่ห่างจากใจกลางเมือง สามารถเดินเท้าได้ ราคาไม่รวมอาหารเช้า ตกคืนละเพียง 55 ปอนด์ หรืออยู่ที่ประมาณ 2,400 บาทเท่านั้น

 

ในวันที่ 2 พวกเราตื่นแต่เช้าเพื่อไปทัวร์ตามรอยภาพยนตร์ Game of Thrones ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนต์อเมริกันที่มาถ่ายทำในทวีปยุโรปและแอฟริกาตอนเหนือ โดยสถานที่ถ่ายทำส่วนใหญ่ก็อยู่ในประเทศไอร์แลนด์เหนือนี้เอง

ผู้ที่สนใจทัวร์นี้จะต้องจองก่อนล่วงหน้าทางอินเตอร์เน็ตในราคา 30 ปอนด์แล้วไปพบกัน ณ จุดนับพบตามที่กำหนดในตอนเช้าของวันเดินทาง ทัวร์นี้จะพานักท่องเที่ยวขึ้นรถบัสไปยังสถานที่ถ่ายทำเกือบครบทุกที่ในไอร์แลนด์เหนือ โดยมีมัคคุเทศก์คอยให้การบรรยาย เล่นเกม จัดกิจกรรมตอบคำถามและแจกรางวัลตลอดทั้งการเดินทาง ช่วงเช้าพวกเราเดินทางไปที่ Shanes Castle (Tournament scene), Redhall Estates (Shooting of the Direwolf), Magheramorne Quarry (Castle Black and Hardhome), Carncastle (Winterfell), Glens of Antrim (Dothraki sea)  ตอนเที่ยงก็แวะพักรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารไอริชตามที่ทัวร์จัดไว้ให้ และในช่วงบ่ายก็ไปเที่ยวกันต่อที่ Cushendun Caves (The Stormlands), Murlough Bay (Iron Island), The Dark Hedges (The road from King’s Landing), Larrybane Quarry (The Stormlands), Ballintoy Harbour (Lordsport) และ The Leslie Estate Ballymoney (Dothraki Sea)

พวกเราได้พบปะและพูดคุยกับลูกทัวร์คนอื่น ๆ ที่มาจากทั่วทุกมุมโลก แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสนทนาเกี่ยวกับภาพยนตร์กันอย่างสนุกสนานตลอดทั้งการเดินทางครั้งนี้ นอกจากนี้แล้วทางทัวร์ยังได้จัดเตรียมชุดคอสตูมที่มาพร้อมกับอุปกรณ์เสริมเหมือนตัวละครในภาพยนตร์ให้พวกเราได้สวมใส่และถ่ายรูปกับสถานที่ต่าง ๆ ด้วย ท้ายที่สุด พวกเราก็กลับมาถึงที่ Belfast ตอนประมาณหกโมงเย็นโดยสวัสดิภาพและจบทัวร์นี้ด้วยความประทับใจ พวกเราเหนื่อยมาก จึงรีบรับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารไทยพร้อมดื่มค็อกเทลคนละแก้ว แล้วจึงกลับโรงแรมเข้านอน

 

ในวันที่ 3 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย พวกเราตื่นกันสาย ๆ หลังจากที่เหนื่อยมาสองวันเต็มแล้ว พวกเราเช็คเอาท์และออกไปรับประทานอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารอิตาเลียนแล้วจึงไปเก็บสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในตัวเมืองที่ยังเหลืออยู่อีก 2 ที่ได้แก่ Ulster Museum และ Botanic Garden

 

Ulster Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ตั้งอยู่แถบชานเมืองใกล้กับมหาวิทยาลัย Queen’s University Belfast เปิดให้ชมฟรี นักท่องเที่ยวสามารถบริจาคเงินได้ตามความสมัครใจ

ภายในมีงานศิลปะหลากหลายรูปแบบทั้งสมัยเก่าตั้งแต่ยุคที่อังกฤษล่าอาณานิคมจนถึงสมัยใหม่ที่เพิ่งสร้างสรรค์ขึ้นไม่นานมานี้ ทั้งเชิงวิทยาศาสตร์ เช่น ตารางธาตุยักษ์ หรือ วิวัฒนาการสัตว์โลกล้านปี และสายศิลป์ เช่น ภาพวาดเชิงนามธรรม หรือ ภาพถ่ายแสดงอารมณ์ ทั้งนูนต่ำ เช่น ภาพวาด หรือ ภาพเขียน และแบบลอยตัว เช่น แจกัน โอ่ง และ ไหต่างๆ ซึ่งผลงานบางชิ้นก็มีเปิดมูลให้ผู้สนใจสามารถซื้อได้ ทั้งนี้ยังมีจัดกิจกรรมสอนวาดภาพและตัดกระดาษเป็นรูปผีเสื้ออีกด้วย

 

Botanic Garden เป็นสวนไม้นานาชาติซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจขอคนที่นี่ ตั้งอยู่ใกล้กับ Ulster Museum ภายในมีพันธุ์ไม้จากทั่วโลกที่ปลูกและตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ มีทั้งไม้ใบ ไม้ดอกหลายสีและไม้พุ่มนานาชนิด

สวน Botanic Garden

สวน Botanic Garden

นอกจากนี้ยังมีการเพาะพันธุ์พืชในเรือนกระจกเพื่อรักษาความอบอุ่นและควบคุมปริมาณน้ำฝนให้กับพืชเมืองร้อนที่ถูกนำมาปลูกในเมืองหนาวเช่นนี้ เทคโนโลยีนี้ช่วยให้สวน Botanic Garden สามารถปลูกพันธุ์ไม้ต่าง ๆเพื่อจัดแสดงได้ทั้งปีโดยไม่เว้นฤดูกาล นอกจากนี้บริเวณโดยรอบยังมีทางเดินและสนามหญ้า เหมาะสมแก่การปิกนิกรับประทานอาหารกลางวัน ขี่จักรยาน เดินวิ่งออกกำลังกาย จูงสัตว์เลี้ยงและอื่น ๆ อีกมากมาย

พอตกเย็น พวกเราไปรับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารจีนและนั่งรถบัสมาขึ้นเครื่องบินที่สนามบิน Belfast International ขากลับเราพวกนั่งสายการบิน EasyJet เหมือนเดิมกลับถึงเมือง Liverpool ตอนประมาณสามทุ่มครึ่งโดยสวัสดิภาพและจบการเดินทางครั้งนี้ด้วยความประทับใจ

 

สุดท้ายนี้ก็อยากจะบอกจากใจของนักศึกษาคนหนึ่งที่กำลังเรียนอยู่ต่างประเทศว่า สิ่งสำคัญของการไปเรียนต่างประเทศคือความรู้ที่ได้จากห้องเรียน แต่อย่าลืมว่าอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือการประสบการณ์อันล้ำค่าที่ได้จากนอกห้องเรียน ทั้งนี้ก็ขอฝาก Belfast ซึ่งดูเหมือนเป็นเมืองลับแลในประเทศไอร์แลนด์เหนือแต่ก็มีสิ่งน่าค้นหาอยู่มากมาย ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของนักศึกษาใน UK ที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวในยามว่างรวมถึงท่านอื่น ๆ ที่สนใจท่องเที่ยว UK มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

Go to top